พวกเขายอมรับได้ที่ชนเผ่าเป่ยหมานยั่วยุต่อราชวงศ์ต้าเฉียน เพราะมีแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะถูกผู้อ่อนแอยั่วยุ แต่สิ่งที่พวกเขายอมรับไม่ได้คือ ชนเผ่าเป่ยหมานเกือบจะได้รับเปรียบราชวงศ์ต้าเฉียน
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ก็มองไปยังขุนนางฝ่ายทหารที่ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็น
“พวกเจ้าที่เหลือมีความเห็นเช่นไร?”
ในตอนนั้น ขุนนางฝ่ายทหารชั้นหนึ่งที่เป็นผู้นำก็ก้าวออกมา
“กระหม่อมเห็นว่าการกระทำของชนเผ่าเป่ยหมานครั้งนี้มีเจตนายั่วยุราชสำนักต้าเฉียน อีกทั้งกระหม่อมก็คิดว่าไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ แต่ก็ไม่ควรทำอะไรหุนหันพลันแล่น ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะดำเนินการใดๆ”
จากนั้น ขุนนางฝ่ายทหารที่เหลือก็ทยอยแสดงความคิดเห็นของตนตามมา แม้ว่าแต่ละคนจะมีท่าทีแตกต่างกันไป แต่ก็มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือไม่อาจปล่อยให้การกระทำของชนเผ่าเป่ยหมานครั้งนี้ผ่านไปโดยไม่มีการจัดการ
ส่วนกลุ่มขุนนางฝ่ายปกครอง ทั้งฮ่องเต้และพวกขุนนางฝ่ายทหารต่างก็ไม่ได้สนใจ เพราะในราชวงศ์ต้าเฉียน ขุนนางฝ่ายปกครองดูแลเรื่องภายในแคว้น ขุนนางฝ่ายทหารดูแลการทหาร แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน
โดยปกติแล้ว นอกจากจะเป็นเรื่องเป็นความตายของบ้านเมือง หรือเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตน จึงจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมาเกี่ยวข้องกัน มิเช่นนั้นทั้งสองฝ่ายจะไม่ก้าวก่ายงานของกันและกัน
และภัยจากชนเผ่าเป่ยหมานนี้ ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตน หรือ