ู้สึกคุ้นหูนัก”
“แค่ก แค่ก” ทันใดนั้น ขันทีที่ยืนอยู่ด้านหลังองค์ฮ่องเต้ก็มีสีหน้าประหลาด อดไม่ได้ที่จะกระแอมไอเบาๆ ออกมา
พระองค์หันกลับไปมอง พลางตรัสถามด้วยสีหน้าสงสัย
“จ้าวจง เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลี่เต้าผู้นี้เป็นใคร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจ้าวจงก็แข็งค้าง คำพูดคำจาติดขัด ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ก็เป็นความผิดของเขาเอง ใครใช้ให้มีปฏิกิริยารุนแรงเพียงนั้น
เมื่อเห็นเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็รู้ว่าพระองค์คิดถูกแล้ว
“หากไม่อยากถูกลงโทษก็บอกข้ามา”
จ้าวจงรู้ว่าตนเองหลบเลี่ยงไม่ได้ จึงได้แต่ค่อยๆ เอ่ยคำหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง
“องค์หญิง…”
จ้าวจงยังพูดไม่ทันจบ พระองค์ก็ขมวดคิ้วทันที ในหัวพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้กริ้วอย่างหนักเมื่อหลายเดือนก่อน ทันใดนั้นเขาก็ตบเก้าอี้มังกร พูดด้วยความโกรธว่า
“ข้านึกออกแล้ว เจ้าชั่วที่ทำให้หมิงเยว่เสียความบริสุทธิ์ก็ชื่อหลี่เต้า”
พอคิดถึงตรงนี้ แววตาของฮ่องเต้ก็เย็นชา
“หรือว่าหลี่เต้าคนนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับหลี่เต้านั่น ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็…”
“ฝ่าบาท!” เมื่อเห็นสีหน้าของพระองค์ที่ถูกกระตุ้นอารมณ์ จ้าวจงที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเอ่ยเตือนว่า
“ขอฝ่าบาทอย่าทรงกริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ คนที่พระองค์ตรัสถึงนั้นถูกประหารชีวิตไปเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว คนผู้นี้น่าจะเป็นเพียงผู้ที่มีชื่อเหมือนกันเท่านั้น”
“ประหารแล้วหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ สิ้นชีวิตแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อารมณ์ที่พลุ่งพล