่านของพระองค์ก็ค่อยๆ สงบลง แต่ก็ยังอดสบถออกมาไม่ได้
“ล้วนเป็นเพราะเจ้าชั่วช้านั่น ทำให้ธิดาของเราต้องทุกข์ทรมาน”
ทันใดนั้น ราวกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ พระองค์หันไปถามว่า
“จ้าวจง ที่ตำหนักหมิงเยว่เป็นอย่างไรบ้าง? หมิงเยว่ยังไม่ยอมออกมาอีกหรือ?”
“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงยังคงไม่ยอมก้าวออกจากตำหนักหมิงเยว่แม้แต่ก้าวเดียวพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวจงทูลตอบ
ดูเหมือนเขาจะสังเกตเห็นความกังวลบนพระพักตร์ของฮ่องเต้ จึงรีบกล่าวต่อทันที
“แต่ฝ่าบาทไม่ต้องทรงกังวลพระทัยมากนัก แม้องค์หญิงจะยังไม่ยอมออกมา แต่จากรายงานระยะนี้องค์หญิงทรงเสวยพระกระยาหารขึ้นมาก”
“กระหม่อมได้ยินจากชาวบ้านว่า บางคนสามารถเปลี่ยนอารมณ์ที่ไม่ดีให้กลายเป็นความอยากอาหารได้ บางทีองค์หญิงอาจจะเป็นเช่นนั้น พอผ่านไปสักระยะ เมื่อองค์หญิงระบายอารมณ์หมดแล้ว ก็น่าจะเสด็จออกมา ตอนนี้สิ่งเดียวที่ฝ่าบาทควรกังวลคือ องค์หญิงอาจจะอ้วนขึ้นเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
อ้วนขึ้น? ฮ่องเต้นึกภาพธิดาของตนที่อ้วนขึ้นในใจจนสะดุ้งโดยไม่รู้ตัว แต่ก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
“อ้วนขึ้นก็อ้วนไป ขอเพียงนางปลอดภัยดีก็พอแล้ว”
แม้กระทั่งคิดในใจว่า หากธิดาของตนอ้วนขึ้นก็ดี จะได้ไม่ต้องมีใครมาสนใจนางอีก พอคิดมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกอึดอัดในใจของพระองค์ก็ดีขึ้นเล็กน้อย
ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เขาละเลยชื่อที่ทำให้ขัดหูขัดตานั่นไป แล้วเริ่มพิจารณาเนื้อหาในฎีกาอย่างละเอียด
เวลาค่อยๆ ผ่านไปจนห