งให้ได้เสียก่อน หลังจากนั้นเมื่อพระองค์ได้สติกลับคืนมา จะลงโทษข้าอย่างไรก็ได้” เซินเหล่ยได้แต่ปลอบประโลม
“อ๊ากกก!”
ราชาถ่ามู่รู้สึกว่าตนเองกำลังจะเสียสติ ไม่ใช่เพราะถูกความรู้สึกวิกฤตบีบคั้นจนเสียสติ แต่เป็นเพราะถูกแม่ทัพของเขาเองทำให้เสียสติ
“เซินเหล่ย เจ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่ที่จะไม่เรียกกองทัพกลับมา” ราชาถ่ามู่จ้องเซินเหล่ยด้วยดวงตาแดงก่ำ
เซินเหล่ยไม่พูดอะไร เพียงแค่นิ่งเงียบ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ราชาถ่ามู่ก็รู้ว่าคนตรงหน้านี้พึ่งพาไม่ได้แล้ว จึงชี้หน้าเซินเหล่ยพลางตรัส “วันนี้ข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้ แต่อย่าคิดว่าข้าจะยอมปล่อยให้มันเป็นเช่นนี้”
“เจ้าไม่ยอมเรียกกองทัพกลับมาใช่หรือไม่ ได้! งั้นข้าจะไปเอง”
พูดจบ ราชาถ่ามู่ก็สวมเสื้อคลุมขนแกะเดินออกจากกระโจมไปทันที
เซินเหล่ยสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที กำลังจะเข้าไปขัดขวาง ราชาถ่ามู่เห็นดังนั้นจึงออกคำสั่งเรียกคำหนึ่ง “หลินอี!”
ในชั่วขณะถัดมา หลินอีและองครักษ์ทั้งหมดก็เดินเข้ามาในกระโจม
เมื่อเห็นเช่นนั้น เซินเหล่ยจึงไม่กล้าเคลื่อนไหวอีก
เพราะถ้าหากเขากล้าทำอะไรราชาถ่ามู่ต่อหน้าหลินอีและองครักษ์เหล่านี้ อีกฝ่ายก็จะลงมือกับเขาทันที
ราชาถ่ามู่เห็นท่าทางของเซินเหล่ยแล้วรู้สึกสะใจยิ่งนัก แค่นเสียงเย็นชาตรัสว่า “พาข้าไปยังกองทัพใหญ่”
“องค์ราชา…”
เซินเหล่ยอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พบว่าราชาถ่ามู่เดินออกจากกระโจมไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาจึงได้แต่ตา