ันใดนั้น เขาก็พูดด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว “บัดซบ ไม่รู้ว่าสุนัขตัวไหนมาขโมยลูกน้องของข้าไป”
ก่อนหน้านี้เขาพยายามจะดึงหลี่เต้ามาอยู่ใต้บังคับบัญชาของตน แต่สุดท้ายกลับวิ่งไปอยู่กับคนอื่นเสียได้ มันต่างอะไรกับการที่หญิงของตนหนีไปกับชายอื่น
“หลิวเหนิงพาข้าไปพบเขาที” เว่ยอวิ๋นเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
“แต่ว่า ท่านแม่ทัพ บาดแผลของท่าน…”
เว่ยอวิ๋นมองบาดแผลบนร่างตัวเอง แล้วเอ่ยขึ้น “หลี่เต้านั่นมีฝีมือจริง ๆ ฆ่าคนได้อย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้ยังรักษาคนได้อีกด้วย”
เขาดึงผ้าพันแผลบนร่างออกอย่างไม่ใส่ใจ “บาดแผลบนร่างไม่เป็นไร แต่บาดแผลในใจสิมีปัญหา พาข้าไปเถอะ”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิวเหนิงจึงได้แต่พยุงเว่ยอวิ๋นไป
…
ข้าง ๆ กองไฟ หลี่เต้ากำลังใช้ผ้าผืนหนึ่งเช็ดทำความสะอาดง้าวมังกรทมิฬอย่างตั้งใจ
ในฐานะที่เป็นอาวุธที่จะติดตามเขาไปอีกยาวไกล จึงต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดี
ส่วนเสี่ยวเฮยที่นอนอยู่ข้าง ๆ กำลังจ้องมองเนื้อย่างบนกองไฟไม่วางตา พร้อมทั้งสูดดมกลิ่นเป็นระยะ
ทันใดนั้น เสี่ยวเฮยก็ยกขาหน้าขึ้น ดวงตาสีเหลืองวาวของมันจ้องมองไปทางด้านข้าง
หลี่เต้ามองตามสายตาของเสี่ยวเฮยไป พบว่าหลิวเหนิงกำลังพยุงเว่ยอวิ๋นเดินมาทีละก้าว
ทั้งสองเดินมาถึงตอไม้ฝั่งตรงข้ามเขา จากนั้นเว่ยอวิ๋นก็ทิ้งตัวลงนั่ง
“หลี่เต้า เจ้าได้ช่วยชีวิตข้าอีกครั้ง ข้าขอบใจเจ้ามาก” เว่ยอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมทันทีที่เห็นหลี่เต้า
เมื่อได้ยินเช่น