นั้น หลี่เต้าจึงวางง้าวมังกรทมิฬลง แล้วนั่งรอฟังคำพูดต่อไปอย่างเงียบ ๆ
ในชั่วขณะถัดมา สีหน้าเคร่งขรึมของเว่ยอวิ๋นก็เปลี่ยนเป็นน้อยใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง “แต่เจ้าช่างไร้คุณธรรมเสียจริง ก่อนหน้านี้บอกว่าจะมาสมัครเป็นทหารกับข้า แต่สุดท้ายเจ้ากลับหนีไปอยู่กับผู้อื่น”
หลี่เต้า “…”
คราวนี้เป็นตาเขาที่รู้สึกอึดอัด เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเว่ยอวิ๋นจะพูดเรื่องนี้ทันทีที่พบหน้ากัน
ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เว่ยอวิ๋นก็กลับมามีท่าทีเป็นปกติ แล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เอาเถอะ ข้าแค่พูดเล่นกับเจ้า เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าจะไปโทษเจ้าได้อย่างไร”
พูดจบ เขาก็เอ่ยถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น “ว่าแต่ สุดท้ายแล้วใครกันที่แย่งตัวเจ้าไป ลองบอกข้ามาเถอะ ข้าอาจจะรู้จักเขา”
“จ้าวถ่ง รู้จักหรือไม่?”
“จ้าวถ่งรึ?” เว่ยอวิ๋นชะงักไป “ค่ายหวงซา? ค่ายอันธพาลน่ะหรือ?”
“ใช่”
เว่ยอวิ๋นขมวดคิ้วพลางกล่าว “ไม่ถูกแล้ว ด้วยความสามารถของเจ้า หากต้องการเข้าร่วมกองทัพก็ไม่น่าจะถูกส่งไปที่หวงซา อย่างน้อยก็ต้องได้เข้าค่ายทหารชั้นยอดสิ”
หลี่เต้าไม่ได้อธิบาย เพียงแต่เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนให้ฟัง
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
“อะไรนะ? มีคนจงใจกลั่นแกล้งเจ้า?” หลังจากฟังจบสีหน้าของเว่ยอวิ๋นก็เปลี่ยนไปทั้งหมด
ทหารที่เขาอยากจะรับเข้ามาอยู่ในอ้อมอก กลับถูกผู้อื่นโยนทิ้งไว้ในค่ายอันธพาลเสียได้
“บัดซบ!! หากข้ารู้ว่าเป็นฝีมือใคร ข