มื่อเสิ่นจงออกคำสั่ง เท้าของฉีเซิงที่เพิ่งก้าวออกไปก็รีบชักกลับทันที “ท่านแม่ทัพ ท่าน…”
เสิ่นจงไม่สนใจ เดินออกมาจากวงล้อมขององครักษ์ มองดูผู้บุกรุกที่ถูกเรียกว่า ‘มือสังหาร’ ด้วยสีหน้าบึ้งตึงพลางกล่าวอย่างไม่พอใจ
“จ้าวถ่ง เจ้าคิดจะก่อกบฏหรืออย่างไร?” เมื่อจ้าวถ่งได้ยินเสียง พอเหลือบมองก็เปลี่ยนจากท่าทางหยิ่งยโสเป็นหวั่นเกรงในทันที
รีบคุกเข่าลงพร้อมประสานมือคำนับ “จ้าวถ่ง คารวะท่านแม่ทัพเสิ่น” “หึ” เสิ่นจงโบกมือให้ผู้คนรอบข้างถอยออกไป
ขณะที่นั่งลงบนที่นั่งพลางหัวเราะเยาะ “ข้าเสิ่นจงผู้นี้ไม่ได้มีหน้ามีตาถึงขนาดให้แม่ทัพจ้าวถ่งต้องมาคำนับ” จ้าวถ่งได้แต่เกาศีรษะอย่างกระอักกระอ่วน
เมื่อเห็นว่าพอสมควรแล้ว เสิ่นจงจึงเอ่ยปาก “พอเถอะ บอกข้ามาว่าเหตุใดเจ้าถึงไม่อยู่ที่เมืองหวงซา แต่กลับรีบร้อนมาหาข้าถึงที่นี่”
จ้าวถ่งจึงนึกขึ้นได้ว่าตนควบม้ามาตลอดทั้งคืน “ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้ามีเรื่องสำคัญยิ่งต้องรายงานท่าน” “สำคัญยิ่งหรือ? เรื่องอะไร?”
จ้าวถ่งไม่ได้ตอบทันที แต่กลับมองไปรอบ ๆ กระโจมที่มีผู้คนอื่นอยู่ เสิ่นจงมองดูถังซานและองครักษ์ส่วนตัวของตน “พูดมาเถอะ คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนของเราทั้งนั้น”
จ้าวถ่งพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ เมื่อวานนี้ กองลาดตระเวนของค่ายหวงซาในเขตกันชนถูกเผ่าถ่ามู่โจมตี”
“โจมตีหรือ?” เสิ่นจงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เผ่าถ่ามู่มีปะทะกับราชวงศ์ต้าเฉียนของเราบ่อยครั้ง การโจมตีธ