แต่ยิ่งห้ามกลับยิ่งลุกลาม
เจียงหลิวแทบจะคลุ้มคลั่ง สุดท้ายจำต้องยุติการสืบเรื่องดังกล่าวแล้วหันไปตั้งความหวังไว้ที่การมาถึงของเฟิ่งเทียนนับแต่เขารู้ว่าเฟิ่งเทียนหันมาพึ่งใบบุญต้าจิ่ง ก็ล่วงเลยมาสิบเดือนแล้วแต่ยังไร้ซึ่งวี่แววเขาในยามนี้ยิ่งร้อนรนกว่าโอรสสวรรค์หลี่หยาเสียอีกในมุมมองของเขา หากกลืนกินเฟิ่งเทียนได้สำเร็จ ความดีความชอบในรัชสมัยนี้ของเขาก็ถือว่าเพียบพร้อมคำเล่าลือต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ก็จะสลายหายไปดังควันไฟ
อีกด้านหนึ่งบนเขามังกรผงาด เจียงฉางเซิงกลับมิได้เร่งร้อนปีนั้นที่ต้าจิ่งเตรียมการอพยพก็กินเวลาไม่น้อยหากต้องรอนานขึ้นก็แสดงว่าหลี่หยายิ่งรักราษฎรหวังให้ราษฎรและผู้ฝึกยุทธ์นอกแผ่นดินกลับคืนสู่มาตุภูมิได้มากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งวันนี้เขาได้ยินเสียงของหลีอี๋“แย่แล้วขอรับมรรคาจารย์ หลินหงเฉินแห่งตาก่วงเทียนบุกมาเองบีบคั้นฝ่าบาทอย่างหนัก ตอนนี้ท่านพอจะนำพาพวกเราออกไปได้หรือไม่ขอรับ”
น้ำเสียงของหลีอี๋ฟังดูร้อนรน เต็มไปด้วยความหวาดวิตกเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น ลองคำนวณพลังของหลินหงเฉินเงียบๆมูลค่าของเขาขึ้นไปถึงหนึ่งร้อยสามสิบล้านแต้มเซ่นไหว้และขุมกำลังที่เขานำมาก็มีมูลค่าสูงถึงห้าร้อยล้าน อานุภาพนี้สามารถล้มล้างราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนได้จริง
เขาลุกขึ้นยืน ทิ้งร่างแยกไว้หนึ่งร่างก่อนจากไปผู้คนในลานเรือนเห็นเขาจากไปก็รู้สึกใจสั่นไหว คิดถึงคำทำนายของเจียงเทียนมิ่งพวกเขารู้ดีว่าที่เจี