าะก็หัวเราะไปเถอะ” ผู้บังคับกองพันคนนั้นที่กำลังปิดหน้าอกตนเองพูดอย่างหงุดหงิด ขณะมองดูใบหน้าแดงก่ำของผู้คนรอบข้าง
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ” พอได้ยินคำพูดนั้น ผู้คนรอบข้างก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แต่ละคนล้วนมีบาดแผลติดตัวมากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ในตอนนั้นเอง เสียงของจางซื่อก็ดังขึ้น “สู้กันเสร็จแล้วหรือยัง? ถ้าเสร็จแล้วก็รีบจัดการข้าวของเสีย ไม่อย่างนั้นคราวนี้อย่าหวังว่าจะได้คนมาเพิ่ม ข้าจะเสนอให้แม่ทัพเสิ่นแยกกองทัพออกมาใหม่เลยดีกว่า”
พอได้ยินดังนั้น ทุกคนก็รีบลุกขึ้นจากพื้นแล้วเก็บข้าวของทันที ไม่นานต่อมา ทุกคนก็กลับมานั่งประจำที่ของตน บรรยากาศภายในกระโจมก็ไม่ได้ตึงเครียดเหมือนตอนแรกอีกต่อไป “เอาล่ะ” จางซื่อกวาดตามองทุกคน “ตอนนี้จงพูดจากับข้าให้ดี ๆ ผู้ใดพูดจาไม่เข้าท่า ก็จงออกไปซะ” เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดโวยวายอีก เขาจึงกล่าวต่อ “เช่นนั้น เริ่มจากคนแรก…” ยังพูดไม่ทันจบ จู่ ๆ ม่านกระโจมก็ถูกเลิกขึ้น ทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาจากด้านนอก รีบเข้าไปกระซิบบอกบางอย่างข้างหูจางซื่อ
หลังจากฟังจบ จางซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “เช่นนั้นก็เชิญเข้ามาเถิด” หลังจากทหารเดินออกไป ไม่นานม่านก็ถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มท่าทางอายุราวยี่สิบกว่าปีเดินเข้ามา ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเมื่อเห็นผู้มาเยือน ต่างพากันชะงัก แล้วรีบลุกขึ้นยืนทันที “รองหัวหน้าฉี วันนี้มีธุระอะไรถึงมาที่นี่หรือ?”
จางซื่อเดิ