ยไม่มีปัญหา?”
ทหารยามรู้สึกหงุดหงิดทันที “หรือเจ้าต้องการให้ข้าเอาหัวมาวางเป็นประกันหรือ?”
“ไม่ต้อง ๆ” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เถ้าแก่ก็เข้าใจว่าคนที่อยู่เบื้องหลังทหารยามคงเป็นคนที่มีภูมิหลังสะอาดจริง ๆ จึงตบอกพลางกล่าวว่า “วางใจเถิด ข้าขอสาบานด้วยเกียรติของตระกูลเถี่ย ข้าจะพาคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าไปถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ทหารยามหันหน้ามามองหลี่เต้า “คุณชาย ต่อจากนี้ท่านก็พักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ได้ เจ้าของโรงเตี๊ยมจะจัดการทุกอย่างให้ท่านเอง”
“ขอบใจมาก” หลี่เต้ากล่าวอย่างจริงจัง แม้การสนทนาของทั้งสองจะเบามาก แต่ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าอันว่องไวของเขา ย่อมได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าทหารยามจัดการเรื่องนี้อย่างใส่ใจ
ทหารยามหัวเราะ “แม่ทัพเว่ยเคยช่วยชีวิตข้าไว้ในสนามรบ ท่านเป็นสหายของเขา ก็คือสหายของข้าเช่นกัน ไม่ต้องเกรงใจหรอก” ไม่นานทหารยามก็จากไป ทิ้งให้หลี่เต้าอยู่ที่โรงเตี๊ยมเพียงลำพัง
เจ้าของโรงเตี๊ยมต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “ท่านพักที่โรงเตี๊ยมก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง” พูดจบก็ตบไหล่เสี่ยวเอ้อร์ข้างกาย “ยังไม่รีบไปจัดห้องให้คุณชายท่านนี้อีก”
ภายใต้การนำทางของเสี่ยวเอ้อร์ หลี่เต้าเดินมาถึงห้องพักห้องหนึ่ง เสี่ยวเอ้อร์ก็ถามว่า “คุณชายมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ขอรับ?”
หลี่เต้าก้มลงมองเสื้อผ้าของตน ล้วงเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้อีกฝ่