ยที่ทรุดลงอย่างอ่อนแรงและสิ้นลมอย่างกะทันหัน ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เหล่ากุ่ยกำลังเก็บของที่ได้มาด้วยความพึงพอใจพลางตอบว่า “ข้าไม่เคยฆ่าผู้ใด ข้าเหลือลมหายใจไว้ให้ทุกคน แต่เป็นเพราะพวกมันไม่เอาไหนเองต่างหาก”
ในความคิดของเขา ตราบใดที่ไม่ได้ดูดเลือดจนตายก็ไม่นับว่าเป็นการฆ่าคน
เรื่องที่จะตายอย่างไรหลังจากนี้ไม่เกี่ยวกับเขา
เสิ่นซานผ่านการติดต่อกับเขามาระยะหนึ่งแล้ว จึงรู้นิสัยของเหล่ากุ่ยดี ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรอีก
เขาเตะองค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋นที่อยู่ในมือให้ล้มลงบนพื้น แล้วกล่าวว่า “หากเจ้าจะดูดเลือดของคนผู้นี้ก็ทำเสียเลย ถึงอย่างไรพวกเราก็มาที่นี่เพื่อสังหารเขาอยู่แล้ว”
“เขาหรือ?”
เหล่ากุ่ยเพียงชำเลืองมองแวบเดียวก็เอ่ยขึ้นว่า “คนผู้นี้มีโรคภัยเต็มตัว พิษทั้งห้าครบถ้วน ดูภายนอกอายุยังน้อย แต่ที่จริงร่างกายทรุดโทรมหมดสภาพเพราะปล่อยตัวตามกิเลสมากเกินไป ข้าไม่สนใจหรอก เจ้าจัดการเองเถิด”
“ก็ได้”
เสิ่นซานมองไปที่องค์ชายสามลั่วอวิ๋นแล้วกล่าวว่า “ถึงเวลาส่งเจ้าไปแล้ว แต่วางใจได้ ข้าไม่เหมือนเหล่ากุ่ยที่ชอบทรมานคน มีดเล่มเล็กของข้าแทงเพียงครั้งเดียว เจ้าก็จะจากไปอย่างสบาย”
องค์ชายสามลั่วอวิ๋นเริ่มสติแตก เขาต้องการมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ต้องการจากไป
เมื่อเห็นกริชค่อย ๆ คืบเข้ามาใกล้ เขาก็คุกเข่าลงกับพื้นและเริ่มขอความเมตตา “ได้โปรดละเว้นข้าด้วย ข้าคือองค์ชายสามแห่งเผ่าลั่วอวิ๋นทางเหนือ ห