งก็ขำทันที
เขายังจำจางอิงได้ เพราะในสมัยอยู่ต้าจิ่ง ทั้งสองติดต่อกันอยู่ไม่น้อย
ของกำนัลที่จางอิงเคยส่งให้เขามีนับไม่ถ้วนเสียด้วยซ้ำ
สะบั้นเศียรเอ่ยขึ้น
“เงยหน้าขึ้นมองข้า”
ได้ยินดังนั้น จางอิงก็เงยหน้าขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เห็นเงาร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งนั่งอยู่บนแท่นสูง สวมอาภรณ์ยาวสีดำลวดลายสัตว์เทพ บนหน้าสวมหน้ากากสำริด ศีรษะสวมมงกุฎพญายม
แรงกดดันบางอย่างพุ่งเข้าหาเขาราวคลื่นซัด ทำให้เขารีบหลุบตา ไม่กล้าจ้องมองตรงๆ
“รองหัวหน้าหอการค้ายอดวาสนาผู้สะเทือนมหาสมุทรผู้นั้น มีความใจกล้าแค่นี้หรือ”
“แม้แต่สหายเก่าก็ไม่กล้าสบตาตรงๆ สักครั้งหรือ”
สะบั้นเศียรกล่าวหยอกเย้า ได้ยินดังนั้นจางอิงก็เงยหน้าขึ้นมาทันที มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
จางอิงเสียงสั่น
“เจ้าคือ… สะบั้นเศียร หรือ เป็นไปได้อย่างไร! เจ้าเป็นเทพแห่งเก้าขุมนรกหรือ”
สะบั้นเศียรกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนักว่า
“เทพแห่งเก้าขุมนรกอะไร เจ้าควรเรียกข้าว่า เจ้าผู้ครองตำหนักยมโลก”
เจ้าผู้ครองตำหนักยมโลก…
จางอิงยิ่งกระวนกระวาย หวนทบทวนว่าตนเคยล่วงเกินสะบั้นเศียรไว้หรือไม่ตอนยังมีชีวิต
สะบั้นเศียรมองทะลุถึงความคิดในใจเขา จึงกล่าวว่า
“ไม่ต้องคิดมาก ข้าเป็นเจ้าผู้ครองตำหนักยมโลก หลังจากที่เราได้รู้จักกันไปแล้ว”
“เห็นแก่ที่เจ้ากับข้าเคยรู้จักกันมาช่วงหนึ่ง เจ้าจะยอมรับใช้ข้าเป็นยมทูตให้ข้าหรือไม่”
ระยะหลังมานี้วิญญาณเร่ร่อนในโลกเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ตำหน