“เราควรไปกันได้หรือยัง?”
ผมหันกลับมามองเธอทันที แววตาที่เคยสงบกลับแข็งกร้าวขึ้นจนเธอต้องชะงัก
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
“เราไม่มีเวลาคุยแล้วนะ!”
เธอละล่ำละลักพลางมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง
“ไม่รู้ว่าพวกมันจะแห่กันมาอีกเมื่อไหร่ ถ้าจะคุย… กลับไปคุยที่รถไฟก็ได้”
ผมเมินเฉยต่อคำทักท้วงของเธอ ในตอนนี้มานาของผมไหลเวียนอย่างมั่นคง สมาธิที่ดิ่งลึกทำให้สมองปลอดโปร่งอย่างถึงที่สุด
ผมยื่นมือข้างที่ปกติออกไปคว้าหมับเข้าที่มือข้างที่บาดเจ็บของเธอ ก่อนจะออกแรงบีบลงไปโดยไม่สนความปรานี
โชอี้กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดสุดขีด เธอพยายามจะถอยห่าง แต่ผมยึดร่างเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
“ทำอะไรของนายนะ!”
ผมไม่ตอบ แต่กลับเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือของเธอให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก โชอี้ร้องไห้โฮจนน้ำตาหนองหน้า เธอพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาใครสักคนมาช่วยอย่างสิ้นหวัง
จริงๆ ผมก็ไม่ได้อยากใช้วิธีรุนแรงแบบนี้ แต่เธอต่างหากที่เป็นคนบีบบังคับให้ผมต้องทำ