บทที่ 4 ความสับสน
เมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมา ผมก็สัมผัสได้ทันทีว่าบาดแผลบนหน้าอกนั้นร้ายแรงพอสมควร ความเจ็บปวดที่เคยถูกสะกดไว้เริ่มแล่นแปลบเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสแล้ว หากไม่รีบห้ามเลือดเอาไว้ ผมคงมีสิทธิ์ได้สลบเหมือดไปตรงนี้แน่
ชายในเสื้อแจ็กเก็ตยังคงกวาดสายตาสำรวจชายป่าอย่างระแวดระวัง ในมือเขายังกระชับปืนพกเอาไว้แน่น
เมื่อเห็นว่าเงาของเจ้าสัตว์ร้ายเลเวล 2 หายลับไปในความมืด และไม่มีทีท่าจะหวนกลับมา เขาจึงเริ่มฉุดดึงตัวผมให้เดินกลับไปยังตู้รถไฟ
“ที่นายทำเมื่อกี้มันบ้าบิ่นเกินไปแล้วนะ”
เขาบ่นอุบขณะพยุงร่างผม
“หมาป่าตัวนั้นบาดเจ็บหนักขนาดนั้นยังไงมันก็คงไม่กล้ากลับมาอีก ไม่เห็นต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปไล่ฆ่ามันเลย”
ผมทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจำนนต่อหลักฐาน ลึกๆ ผมรู้ดีว่าที่ทำลงไปเป็นเพราะแรงขับเคลื่อนประหลาดที่จู่ๆ ก็พุ่งพล่านขึ้นมาจนควบคุมไม่ได้
แต่เมื่อมาคิดดูอีกที หมาป่าขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์สังคม การปล่อยให้มันรอดไปอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด
หากมันกลับไปแจ้งฝูงของมัน แล้วพวกเราต้องรับมือกับหมาป่าตัวเท่ารถยนต์นับสิบตัว สถานการณ์คงเลวร้ายกว่านี้หลายเท่า