ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเพียงท้องฟ้าสีครามกว้างสุดลูกหูลูกตา และดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นกลุ่มเมฆ ถ้ามีใครถาม ผมคงสาบานว่านี่คือเวลาสายหรือไม่ก็บ่ายต้นๆ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเมื่อกี้มันยังมืดค่ำอยู่เลย!
“ทุกคน ใจเย็นๆ ก่อนครับ!”
เจ้าหน้าที่รถไฟ ในชุดยูนิฟอร์มตะโกนก้อง เขาคือคนที่เดินตรวจตู้เราเมื่อครู่ แต่สภาพของเขาตอนนี้ดูสับสนไม่แพ้กัน เขาพยายามมองผ่านประตูเชื่อมตู้โดยสารที่บิดเบี้ยวไปทางหัวขบวน
“เกิดอะไรขึ้น! หัวจักรล่ะ? ตู้อื่นหายไปไหนหมด!”
เสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความตระหนก
ผมรีบลุกขึ้นแล้วมองไปที่รอยต่อของตู้รถไฟ หัวใจผมหล่นวูบ
ที่นี่มีแค่ตู้โดยสารของเราเพียงตู้เดียว รอยต่อเหล็กที่เคยเชื่อมกับตู้ถัดไปถูกตัดขาดอย่างเรียบกริบเหมือนใช้ของมีคมขนาดยักษ์ฟันฉับเดียวขาด
ไม่มีหัวจักร ไม่มีตู้ข้างหน้า หรือตู้ข้างหลัง ราวกับว่าตู้โดยสารหมายเลขที่เรานั่งอยู่ถูกตัด ออกมาและวางลงบนทุ่งหญ้าแห่งนี้เพียงลำพัง
ในขณะที่คนอื่นพากันลุกพรวดพราด ผมยังคงพยายามตั้งสติ เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดซึมตามแผ่นหลังเมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า