ผมถึงต้องตามหาจอมขมังเวทบรรพกาลแทบพลิกแผ่นดิน... อ้อ แล้วก็มีความลับอีกชิ้นนึงแถมให้ด้วย”
ลั่วหยางเหยียดยิ้มเย็น “เอาเถอะ งั้นตอนนี้เราถือเป็นเพื่อนจอมปลอมกันชั่วคราว นายมีเบอร์ฉันแล้ว เคลียร์ธุระฝั่งนี้เสร็จเมื่อไหร่ก็ไปหาฉันที่เมืองปาเฉิงละกัน”
“ไม่ต้องเชิญ ผมก็กะจะไปเคาะประตูบ้านคุณอยู่แล้วล่ะ” สือเฟยรับคำ
“งั้นตามนี้ ฉันต้องไปแล้ว” ลั่วหยางสะบัดมือออกแล้วหมุนตัวกลับ
“เฮ้ยเพื่อน แน่ใจนะว่าไม่อยากให้ฉันเดินเป็นไกด์ให้” สือเฟยยังไม่วายตะโกนไล่หลัง
ลั่วหยางหันขวับ สวนกลับหน้าตาย “นายลืมเติมคำว่า ‘จอมปลอม’ ต่อท้ายนะ”
สือเฟย “…”
ลั่วหยางหัวเราะหึในลำคอ ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
สือเฟยยืนจ้องแผ่นหลังของลั่วหยางจนกระทั่งเป้าหมายกลืนหายเข้าไปในหอนิทรรศการใกล้ๆ ถึงได้หันหลังเดินแยกไปอีกทาง
ภายในหอนิทรรศการเงียบสงัด มีแค่เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดสองคน ไร้เงานักท่องเที่ยว ลั่วหยางกวาดสายตาสำรวจรอบๆ และได้เห็นรูปปั้นคนคุกเข่าที่ซูชางหมิงเคยพูดถึง ทว่า… มันก็เป็นแค่เศษสำริดกลวงเปล่า ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณใดสถิตอยู่
ของเก่าแก่วางเรียงรายเต็มตู้กระจก แต่กลับไม่มีอาวุธ