้าไม่ให้มันประกบติดตัวผมไว้ ขืนถือเดินโทงๆ มันก็ได้อาละวาดแทงคนอื่นตายพอดี เอาล่ะ… จบงานแล้ว กลับกันเถอะครับ”
อันที่จริง จังหวะที่ลั่วหยางปลุกตราประทับชะตาขมังเวทเมื่อครู่ เขาแผ่ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ สแกนพื้นที่ใต้โครงหลังคาเมทัลชีทแบบปูพรมไปหมดแล้ว นอกจากไอ้ดาบผีสิงเล่มนี้ โบราณวัตถุชิ้นอื่นที่ขุดขึ้นมาหรือยังฝังอยู่ใต้ดินล้วนสะอาดหมดจด ไม่มีไอวิญญาณชั่วร้ายแฝงอยู่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก
ถ้ามาคนเดียว เขาคงงัด ‘วิชาสื่อวิญญาณบรรพกาล’ ออกมาหลอมสลายจิตวิญญาณอาวุธของมันทิ้งคาหลุมนี้ไปแล้ว แต่การมาแสดงอภินิหารต่อหน้าซูชางหมิงดูจะไม่ค่อยสะดวกนัก ขืนเกิดผิดพลาดตอนกำลังทำพิธี แล้วไอ้ดาบเวรนี่คลุ้มคลั่งพุ่งไปปักอกตาเฒ่าเข้า งานนี้คงได้ฉิบหายวายป่วงกันพอดี
เพื่อความปลอดภัย เขาจึงตัดสินใจหิ้วมันกลับไปเชือดทิ้งเงียบๆ ที่พิพิธภัณฑ์
ทั้งสองเดินฝ่าความมืดออกจากโครงหลังคาเหล็ก ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีรัตติกาล มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากป้อมยามหน้าไซต์งานที่ส่องสว่างอยู่ไกลลิบๆ
“เสี่ยวลั่ว… คุณคงไม่ได้กะจะทิ้งฉันไว้ แล้วแอบฉกของไปจัดการคนเดียวหรอกนะ” ซูชางหมิงหรี่ตามอง ยิ่งคิดก็ยิ่งระแวง น้ำเสียง