บานประตูเก่าซอมซ่อปิดสนิท ยันต์สีซีดจางแปะหราอยู่บนบานประตู ไม่รู้ว่ามันผ่านแดดฝนมานานแค่ไหน ตอนที่เขากับเหลียงหงมาเช่าห้องนี้ มันก็แปะอยู่ก่อนแล้ว ดูทรงคงทนฝืนอยู่ได้อีกหลายปี ทว่าคนที่อาศัยอยู่กลับต้องทางใครทางมันเสียแล้ว
ลั่วหยางยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง แม้ไม่ได้เร่งเร้าปราณวิญญาณเข้าสู่สภาวะเหนือสัมผัส แต่เพียงแค่สภาวะพื้นฐานของกายาจิตขมังเวท โสตประสาทของเขาก็ยังได้ยินเสียงรื้อค้นข้าวของดังโครมครามชัดเจน
เหลียงหงอยู่ข้างใน
เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
สภาพห้องนั่งเล่นแคบๆ เละเทะระเนระนาด เสื้อผ้า หนังสือ และข้าวของจิปาถะตกเกลื่อนพื้น เหลียงหงยืนเหยียบเสื้อโค้ตของเขา มือขวาถือกรรไกร มือซ้ายกำขากางเกงที่เพิ่งถูกตัดแหว่งไปข้างหนึ่ง
สี่ตาประสานกัน ความเงียบโรยตัวลงมาอึดใจใหญ่
ลั่วหยางก้าวข้ามกองเสื้อผ้าไปหยิบตำราแพทย์ที่ถูกโยนทิ้งบนพื้น
“ลั่วหยาง แกไม่มีอะไรจะพูดกับฉันสักคำเลยหรือไง” เหลียงหงทำลายความเงียบ
เขาคร้านจะใส่ใจ มือเปิดหน้าหนังสือส่งๆ รูปถ่ายใบหนึ่งร่วงลงมา มันคือรูปครอบครัว พ่อแม่ของเขาไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว รูปใบนี้จึงเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด หากไม่ใช่เพราะต้อ