เข้าไปถึงหูฟางเจิ้ง รบกวนความคิดเขา เขาพยายามหวนคิด สวดมนต์ แต่คำพูดเจ้าพวกนี้กลับดังหึ่งๆ เหมือนแมลงวันรบกวนจนสับสน ฟางเจิ้งกัดฟันพูดในใจ ‘รออาตมาสวดมนต์จบก่อน! เหงื่อออก? คราบมันไหล? อาตมาจะให้พวกนายได้รรู้ว่าอะไรเรียกว่าเหงื่อออกคราบมันไหล…’
แต่ไม่นานก็กวาดตามองระฆังใหญ่ที่ใช้จับเวลาซึ่งปรากฏในความคิดแวบหนึ่งก่อนจะขจัดความคิดไร้สาระออกไปแล้วเร่งสวดมนต์ ไม่สนอย่างอื่นแล้ว การเบี่ยงเบนความสนใจเป็นอะไรที่สิ้นเปลือง
ขณะเดียวกันฟางเจิ้งคำนวณเงียบๆ ว่าโดยพื้นฐานการนับเวลาแล้วจะใช้บุญกุศลหนึ่งแต้มต่อหนึ่งนาที พูดได้ว่าเขาต้องสวดมนต์เจ็ดร้อยนาที! เปลี่ยนเป็นชั่วโมงคือสิบกว่าชั่วโมง! เขาอยากจะร้องไห้ การอวยพรไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ นี่คือหลุมพรางใหญ่!
ตอนกลางวัน
“อาจารย์ยังสวดมนต์อยู่อีก?” เด็กแดงทำกับข้าวเสร็จแล้วจึงถาม
หมาป่าเดียวดายที่นอนหมอบอยู่ข้างธรณีประตูหาววอด พยักหน้าอย่างอ่อนระโหยโรยแรง นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นฟางเจิ้งหลงใหลการสวดมนต์แบบนี้ นี่หนึ่งชั่วโมงแล้ว
ตกเย็น
“อาจารย์ยังสวดมนต์อยู่อีก?” เด็กแดงยกชามมานั่งยองใต้พ้นโพธิ์
หมาป่าเดียวดายคาบชามนอนหมอบข้างๆ ตาม มองฟางเจิ้งพลางพยักหน้าเอ่ยต่อ “อาจ