างมีความหวัง เห็นนักพรตเต๋าเล่อเทียนมองมา สองคนนี้เลยจะถอยไปด้วยความเขินอาย
นักพรตเต๋าเล่อเทียนกล่าว “ช่างเถอะ มากินด้วยกัน”
ฝานชิงดีใจใหญ่ ชายชราโค้งตัวแสดงความเคารพนักพรตเต๋าเล่อเทียน ฝานชิงเห็นแบบนั้นก็รีบทำตาม จากนั้นประคองชายชราเดินเข้าไปนั่ง
สถานที่ทานอาหารคือหลังลานเช่นกัน หลังลานมีโต๊ะหินใหญ่ บนโต๊ะมีต้นหลิ่วใหญ่ต้นหนึ่ง ต้นหลิ่วย้อยตกลงมาแกว่งไกว เจริญงอกงามอย่างยิ่ง ทว่าเทียบกับต้นโพธิ์ของฟางเจิ้งแล้วดูบอบบางอย่างชัดเจน
ทุกคนนั่งลง ไม่ได้มีพิธีรีตองมากเกินไปมัก ไม่มีแก้วหรือถ้วย ทุกคนทานอาหารเจเลยกินได้สบายๆ บางทีอาจเป็นเพราะหิวจริงๆ ทุกคนก้มหน้าลงทานอย่างเต็มที่ มื้อนี้ใช้เวลาสิบกว่านาทีก็ทานหมด
ทานข้าวเสร็จแล้ว ฟางเจิ้งถึงพูด “ประสกท่านนี้ ยังไม่รู้เลยว่าชื่ออะไร”
“ผมแซ่เจียง ชื่อโจวง่ายๆ นี่ศิษย์ผม ฝานชิง ขอล่วงเกินถามชื่อหลวงพี่ครับ?” เจียงโจวถาม
ฟางเจิ้ง “อาตมาฟางเจิ้ง ท่านนี้นักพรตเต๋าเล่อเทียน พวกนี้คือศิษย์อาตมา จิ้งฝ่า จิ้งควน จิ้งเจินแล้วก็จิ้งซิน”
เห็นฟางเจิ้งรับสัตว์สามตัวนี้เป็นศิษย์แล้ว เจียงโจวกับฝานชิงอึ้งงัน กระทั่งฝานชิงรู้สึกขบขันเล็กน้อย สัตว์จะเข้าใจพุทธคัมภีร์?