่องมาตั้งนาน เป็นมันที่เก็บไว้นั นเอง!” เด็กแดงเอ่ยด้วยความตกตะลึง
แรงปรารถนาและกลิ่นอายพุทธลอยออกมาตามเสียงระฆัง จากนั้นแผ่กระจายออกท่ามกลางเสียงมนต์คาถา ทั้งวัดพลันสงบและเป็นมงคล ความทุกข์ในใจทุกคนหายเกลี้ยง!
บนหอกลอง ฟางเจิ้งกำลังตีกลอง ในดวงตายังคงเป็นภาพหลวงตาหนึ่งนิ้วกำลังจากไป ภายในใจเจ็บปวดจนอยากจะควักหัวใจออกมาขยี้ ราวกับว่ามีแต่แบบนั้นถึงเยียวยาความเจ็บปวดตนได้
ทันใดนั้นเองเสียงระฆังดังขึ้น เสียงระฆังยิ่งใหญ่มาพร้อมกับแรงปรารถนาทุกชีวิตที่ไร้ที่สิ้นสุดกับกลิ่นอายพุทธหลั่งไหลเข้ามา!
พริบตานั้นหูฟางเจิ้งกลับมาได้ยินอีกครั้ง ดวงตาเฉียบคมขึ้น ภาพตรงหน้าไม่เลือนรางอีก ในที่สุดเขาก็เห็นทุกอย่างตรงหน้าชัดเจน
‘ฟางเจิ้ง จากนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องนึกถึงชื่อตัวเอง’ นี่คือคำพูดสุดท้ายของหลวงตาหนึ่งนิ้ว
ฟางเจิ้งได้ยินประโยคนี้ คำตอบของหลวงตาหนึ่งนิ้วที่ตอนนั้นเขาถามหลวงตาหนึ่งนิ้วว่าทำไมถึงตั้งชื่อไม่น่าฟังแบบนี้ให้เขาลอยขึ้นมาในความคิด
‘อ้อ? เอ็งคิดว่าฟางเจิ้งไม่น่าฟัง? แล้วชื่อแบบไหนถึงน่าฟังล่ะ?’ หลวงตาหนึ่งนิ้วถาม
ฟางเจิ้งนั่งบนก้อนหิน เงยหน้ามองฟ้า ‘ฟางเอ้าเทียนเป็นไง? ความรู้สึกดูมีพลัง…’
‘ฮ่าๆ…เอ้า