างเจิ้งไม่มีความจำเป็นต้องกินข้าวบ้านเธอ
พวกเขากินมื้อกลางวันกันที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง ฟางเจิ้งกับเด็กแดงสั่งบะหมี่ซุปใสมาคนละชาม เด็กสาวนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าตกใจ ดวงตาโตกลอกไปมาไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ และจะแอ อบมองฟางเจิ้งกับเด็กแดงตลอดเวลา
เห็นว่าสองคนนี้ไม่มีท่าทีรังเกียจ แต่กลับกินอย่างเอร็ดอร่อย แถมสุดท้ายยังซดน้ำซุป ไม่เหลือทิ้งแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะฟางเจิ้ง ทุกการเคลื่อนไหวมีกลิ่นอายนักบวชอยู่เสี้ยวหนึ่ง ประหนึ่งผ่องแผ้วไร้มลทิน ไม่ช้าและไม่เร็ว มองแล้วสบายใจมาก ราวกับว่าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นต้นไม้ ต้นหญ้า ภูเขา เป็นธรรมชาติ เดิมทีควรอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว ไม่มีวันโผล่มาอย่างกะทันหัน ทว่ากลับทำให้ใจคนเกิดความสงบและเป็นมงคล สุขสบายอย่างยิ่ง
หลังกินอาหารเสร็จ ฟางเจิ้งประนมสองมือ “อมิตาพุทธ ขอบคุณสีกามาก”
“ไม่เป็นไรค่ะ นี่เป็นสิ่งที่ฉันควรทำอยู่แล้ว…” เด็กสาวรีบโบกมือ ก่อนถามอีกครั้งว่า “พวกท่านเป็นนักบวชจริงหรือคะ?”
ฟางเจิ้งพูดไม่ออก
เด็กแดงกลอกตามองบน