ามีวิธีการบำเพ็ญเพียรที่ต่างกัน”
ฟางเจิ้งยิ้ม “ลัทธิขงจื๊อฝึกเจิ้งชี่[1] พุทธศาสนาฝึกเหอชี่[2] ลัทธิเต๋าฝึกชิงชี่[3] สามฝ่ายล้วนฝึกพลังชี่[4] สุดท้ายเจิ้ง เหอ ชิง ชี่สามอย่างนี้มีวิธีการต่างกันแต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน หล่อหลอมเป็นร่างกาย แสวงหาพลังชี่ของฟ้าดิน?”
เด็กแดงเงียบกริบ ก่อนเอ่ยทันที “ถะ…ถ้าอย่างนั้นก็ต่างกันไม่ใช่หรือ? หัวใจสำคัญต่างกัน”
“ทำไมถึงต่างกัน? วิถีของลัทธิขงจื๊อเล่าว่าต้องมีจิตใจ ‘ชอบธรรม’ วิถีของลัทธิเต๋าบอกว่าเป็นธรรมชาติ จิตใจแห่งการ ‘ขัดเกลา’ พุทธศาสนาแสวงหาการฝึกฝนจิตใจแห่ง ‘ความชัดแจ้ง’ จิตใจแห่งความชอบธรรม ขัดเกลาและชัดแจ้งสามอย่าง สิ่งที่แสวงหาไม่ใช่เจตนาเดิมหรือ? ในพุทธคัมภีร์ไม่ได้กล่าวว่ากีดกันของจากวิถีอื่นๆ กลับกัน เขาเห็นถึงจุดที่น่าชื่นชมไม่น้อย อีกอย่างมีหลายสิ่งมากที่ขงจื๊อ พุทธศาสนาและเต๋าเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ได้คิดโต้แย้งอย่างที่ชาวโลกคิดมากขนาดนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรแท้จริงไม่ได้แสวงหาชื่อเสียงของชาวโลก แต่ศึกษาซึ่งกันและกันและได้รับจากกันและกัน ตระหนักเจตนาเดิม แสวงหาการหลุดพ้นจิตใจ จะไปมีกลอุบายอะไรพวกนั้นได้อย่างไร? คนที่คิดใช้กลอุบายอาจจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริง”
…………………….
[1] เจิ้งชี่ หมายถึงความชอบธรรม
[2] เหอชี่ หมายถึงความอ่อนโยน
[3] ชิงชี่ หมายถึงความบริสุทธิ์
[4] พลังชี่ หมายถึงลมปราณ