่องกำไรไม่น่าใช่ปัญหา” ชายวัยกลางคนอีกคนกล่าว
“อาจารย์ อันนั้นผมรู้ แต่ผมไม่เข้าใจว่าที่นี่มีอะไรให้น่าลงทุน” เซี่ยหมิงตอบ
“ได้ยินว่าวัดนั้นศักดิ์สิทธิ์มากนะ ชาวบ้านตรงตีนเขาบอกมาว่าไม่มีลูกมาขอลูกปุ๊บได้เลย ไม่รู้ว่าจริงไหม…” ชายวัยกลางคนนามหลิ่วเทาว่า
“ชาวนากินแต่ผักเขียว วันๆ เอาแต่ทำนา อย่างมากก็ร่างกายเหนื่อยล้า จะไม่มีลูกได้ยังไง มาขอลูกจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ได้เหรอครับ? ทำไมพวกเขาไม่ขอให้ร่ำรวยล่ะ? ถ้าขอให้ร่ำรวยได้ นั่นต่างหากที่เรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ของจริง” เซี่ยหมิงไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เขาซ่อมถนนมาหลายปี เคยไปวัดมาไม่น้อย ไม่สนใจเรื่องนับถือพุทธหรือไม่นับถือ เพียงแค่ผ่านทางก็เท่านั้น เขาไม่รู้สึกขาดหายอะไรถ้าไม่นับถือพุทธ แต่ควรจะพยายามเพื่อให้ได้สิ่งที่ควรจะได้มากกว่า
“แกนี่รู้จักแต่เงิน ถ้าแกนับถือพุทธก็เข้าไปจุดธูปไหว้พระดีๆ ไม่นับถือก็พูดเรื่องที่จับต้องไม่ได้แบบนี้ให้น้อยๆ หน่อย รีบไปทำงาน เสร็จแล้วจะได้ลงเขาไปกินข้าว” หลิ่วเทาด่ายิ้มๆ
เซี่ยหมิงหัวเราะเบาๆ ก่อนตามไปทำงาน
ฟางเจิ้งได้รับโทรศัพท์จากหวังโอ้วกุ้ยแต่เช้า รู้ว่าเงินจัดสรรของรัฐบาลมาแล้ว คนงานเริ่มงานกันตรงตีนเขาแล้ว เพียงแต่ไม่คิดเลยว่าเช้าตรู่แบบนี้จะเห็นคนงานก่อสร้างขึ้นเขามา ทว่าฟางเจิ้งไม่ได้คิดจะไปดู แต่เตรียมกลับไปอ่านคัมภีร์ฆ่าเวลา
สรุปแล้วก็ยังอดเปิดเนตรสวรรค์มองสามคนนี้แวบหนึ่งไม่ได้ ตอนที่มองผ่านหลิ่