บันทึกไปพลางพูดไปพลาง ลิงข้างๆ ไม่เข้าใจอักษร แต่ฟังเข้าใจ เจอจุดที่ตกหล่นอะไรก็ช่วยเสริมให้สักสองประโยค เป็นอย่างนี้ไปครึ่งคืน ฟางเจิ้งบันทึกไปเกือบครึ่งสมุดถึงจะเข้านอนบนเตียงเตา
หนึ่งคืนผ่านไปเงียบๆ วันต่อมาหวังโอ้วกุ้ยมารับฟางเจิ้งแต่เช้า ฟางเจิ้งบอกลาหลวงจีนหงเหยียน ขึ้นรถจักรยานยนต์กลับวัดเอกดรรชนี
ขณะเดียวกันนั้น ในเมืองสำหรับถ่ายภาพยนตร์แห่งหนึ่ง
“ผู้กำกับครับ จะฉายจริงๆ เหรอครับ?” เหล่าเถาถาม
“ฉายอยู่แล้ว ฮ่าๆ…ถึงหลวงพี่ฟางเจิ้งไม่อยากถ่ายต่อก็เถอะ แต่ฉากคลาสสิกแบบนี้ก็ต้องใช้แล้ว” อวี๋กว่างเจ๋อหัวเราะ
“แล้ว…ทางด้านหลวงพี่ฟางเจิ้งจะว่ายังไงล่ะครับ” เหล่าเถาถาม
“อืม…นี่ก็เป็นปัญหาที่ฉันต้องคิด แต่หลวงพี่ฟางเจิ้งยอมเป็นนักแสดงรับเชิญแล้ว น่าจะไม่สนใจเรื่องในหนังหรอก อีกอย่างวัดก็อยากได้แสงสว่างธูปอยู่แล้ว อย่าลืมใส่ที่อยู่วัดเอกดรรชนีไว้ข้างบนด้วยล่ะ” อวี๋กว่างเจ๋อกำชับ
“ครับๆ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปเตรียมตัว ไวรัลมาร์เก็ตติ้งครั้งนี้น่าจะช่วยได้มากแน่ๆ…แต่ว่าผู้กำกับครับ ถ้าในหนังพวกเราไม่มีฉากนี้จะไม่โดนคนด่าเหรอครับ?” เหล่าเถาถาม
“นี่ไม่ใช่ปัญหาที่นายต้องคิด ไปเถอะ” อวี๋กว่างเจ๋อไม่กังวลเลย ถึงตอนนั้นความจริงกระจ่าง แต่ก็จะอาศัยโอกาสนี้สร้างกระแสสักหน่อย ไม่มีปัญหาอะไร
……….
วันนี้จูหลินตื่นนอนแต่เช้า หลังล้างหน้าบ้วนปากแล้วก็แต่งหน้าเตรียมทำงาน…ไลฟ์สด!
จูหลินเจ้าของฉายารา