เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง บนอุโบสถเขียนอักษรใหญ่ไว้สามตัวว่า ‘พระอุโบสถจตุมหาราชา!’
ในใจฟางเจิ้งนึกปลงอนิจจัง สมกับเป็นวัดใหญ่ ดูยิ่งใหญ่กว่าวัดเอกดรรชนีเล็กๆ ที่มีเพียงพระอุโบสถหมื่นพุทธมาก หลังเดินผ่านอุโบสถจตุมหาราชาแล้วหมุนตัวกลับมา จะเห็นแม่ทัพเกราะทองคำยืนเอาสองมือยันไม้เท้าสยบมารตนหนึ่ง ฟางเจิ้งไม่แปลกตากับเทวรูปองค์นี้ วัดเอกดรรชนีก็มีอยู่องค์หนึ่ง นั่นคือพระเวทโพธิสัตว์ ดูจากลักษณะท่าทางของพระเวทโพธิสัตว์แล้ว วัดผาแดงทำตามกฎของวัดระดับกลาง นักบวชธุดงค์มาที่นี่จะได้ฉันข้าวฟรีหนึ่งวัน หากนานกว่านี้จะไม่ดูแล[1]
ผ่านอุโบสถจตุมหาราชาไป ตรงหน้าจะเป็นพระวิหารกลางของวัดผาแดง ตรงประตูพระวิหารมีกระถางใบใหญ่หล่อทองสัมฤทธิ์ ในกระถางมีธูปปักอยู่เต็ม ควันธูปลอยสูง ตัวกระถางแกะสลักสี่อักษรใหญ่ว่า ‘ชาติสงบชาวประชาเป็นสุข’
ฟางเจิ้งไม่ได้เข้าไปในพระวิหาร หงเสียงพาเขาอ้อมจากทางด้านข้างเข้าไปในพื้นที่อาศัยของนักบวช ตรงนี้มีกุฏิเดี่ยวๆ หลังหนึ่งเป็นของเจ้าอาวาส
หลวงจีนหงเหยียนรอฟางเจิ้งอยู่ในกุฏินี้ พอเข้าประตูไป หลวงจีนหงเหยียนยืนขึ้น ประนมสองมือกล่าว “รบกวนเจ้าอาวาสฟางเจิ้งแล้ว”
ฟางเจิ้งรีบแสดงความเคารพตอบ “เจ้าอาวาสหงเหยียนไม่ต้องเกรงใจ ไม่ได้ไกลมาก ไม่ถือว่าลำบากอะไร”
สองคนพูดเป็นพิธีเล็กน้อย ก่อนพากันนั่งลง หลวงจีนหงเหยียนกล่าวขึ้น “เจ้าอาวาสฟางเจิ้งมาวัดผาแดงได้นับเป็นโชคดีของวัดผาแดงเราแล้ว”