ย่างนี้เหรอ? ไม่ดูหน่อยเรอะ? อาตมายังไม่ได้เซ็นรับเลยนะ?”
“ไม่ต้องเซ็นครับ ผมเชื่อใจไต้ซือ เกิดอะไรขึ้นผมรับผิดชอบเอง” ระหว่างพูดอยู่นี้ หูทั่นวิ่งไปไกลแล้ว
ฟางเจิ้งถูจมูก หัวเราะหึๆ พูดว่า “ถ้าในนี้มีอิฐทองคำอาตมาจะซ่อนให้ดี ถึงตอนนั้นเจ้านี่คงร้องไห้ขี้มูกโป่ง หึๆ…”
ปากว่าแบบนี้ แต่นี่เป็นจดหมายฉบับหนึ่ง คนโง่ก็รู้ว่าข้างในไม่มีอิฐทองอะไรนั่น ฟางเจิ้งเปิดดูแล้วตะลึงค้างโดยพลัน…
‘งานวันประสูติของพระจุนทีโพธิสัตว์ ขอเชิญเจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ผู้เชิญหลวงจีนหงเหยียน’
นี่มันบัตรเชิญ! อ่านเนื้อหาข้างในจบแล้ว ฟางเจิ้งถอนหายใจ เกี่ยวกับวันสำคัญนี้จริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดจะจัดงานประเภทนี้ที่วัดเอกดรรชนี แม้ระบบจะสนับสนุนของต่างๆ แต่ว่าไม่มีคน! หลังจากวันที่แปดเดือนสี่ อากาศจะอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านที่เฉื่อยชาในหน้าหนาวจะเริ่มเตรียมเพาะปลูกกันแล้ว
ไหนจะตรวจสอบบ่อน้ำ ไหนจะเพาะต้นกล้า ไหนจะพรวนดิน…ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านต่างยุ่งกัน เขาจัดพิธีตอนนี้ ถ้าอยู่ใกล้เมืองใหญ่ก็ยังดี คนในเมืองไม่ต้องเพาะปลูกอะไร ไม่ว่าจะท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิ มาร่วมสนุก หรือไหว้พระ ก็จะมาเยี่ยมชมกัน นั่นจะเป็นพิธีใหญ่พิธีหนึ่งเลย
แต่ที่อย่างวัดเอกดรรชนี ผู้มาเยือนหลักๆ คือชาวบ้าน แถมยังเป็นพวกถ้ามีเรื่องจะมาขอให้ช่วย ถ้าไม่มีก็จะไม่มา สถานการณ์ตอนนี้ใครจะทิ้งงานที่บ้านมาร่วมพิธี?
ดังนั้นไม่ใช่เพียงแค่วัดเอกดรรชนีเท่าน