นชีวิต ผสานเข้าไปในพิธี สืบทอดกันมาแต่ละปี แต่ละยุคสมัย
อีกทั้งการให้ความสำคัญกับการเซ่นไหว้แบบนี้เป็นการแสดงออกว่ากตัญญูต่อบรรพบุรุษ แต่ความหมายที่แท้จริงคือต้องการทำให้ลูกหลานได้เห็น ว่ากันว่าบุพการีเป็นอย่างไรลูกก็จะเป็นอย่างนั้น ลูกเห็นบุพการีกตัญญู ลูกก็จะกตัญญูตาม นี่เป็นรูปแบบการสอนสั่งอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าไม่ใช่แค่กตัญญูกับบรรพบุรุษ แต่ยังรวมถึงบุพการีที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย” สิ่งที่ฟางเจิ้งพูดอยู่นี้คือสิ่งที่หลวงจีนหนึ่งนิ้วเคยบอกกับเขา เพียงแต่ฟางเจิ้งไม่เข้าใจมาตลอด หลวงจีนหนึ่งนิ้วเป็นเพียงนักบวชแท้ๆ ตัวเขาเหมือนจะไม่ได้บูชาผีสางเทวดาด้วย แต่กลับเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ มากมายเข้ากับวัฒนธรรมการดำรงชีวิต
เมื่อก่อนฟางเจิ้งความรู้ยังน้อย มีความคิดง่ายๆ ย่อมไม่คิดเยอะเป็นธรรมดา แต่ตอนนี้กลับอดนึกถึงอดีตของหลวงจีนหนึ่งนิ้วไม่ได้ เขาเป็นเพียงนักบวชในป่าเขาธรรมดาจริงๆ หรือ? อดีตของเขาเป็นมายังไงกันแน่?
แต่ข้อสงสัยเหล่านี้ถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะไม่มีใครให้คำตอบฟางเจิ้งได้
‘ถ้ามีโอกาสน่าจะไปตรวจดู’ ฟางเจิ้งพึมพำในใจ
เขาพาเจ้าลิงกลับขึ้นมาบนเขา วางของที่เอากลับมาวันนี้ลง แล้วเตือนเจ้าสามตัวอย่างเข้มงวดว่าห้ามขโมยกินผลไม้ นี่คือของเซ่นไหว้ในวันเช็งเม้ง จะกินพรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที เจ้าสามตัวรีบพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจแล้ว ฟางเจิ้งถึงวางใจเดินไปสวดมนต์ที่อุโบสถ