ฟางเจิ้งย่อมเข้าใจว่าหวังโอ้วกุ้ยคิดอะไรอยู่ จึงตอบยิ้มๆ “โยม เรื่องนี้อาตมารู้แก่ใจดี อย่างน้อยก็แลกเป็นความสงบทางใจ ไม่เป็นไร เพียงแต่เรื่องถนนนี่…”
“เรื่องถนน…วางใจได้ ฉันจะจัดการให้ ที่ทางอำเภอซ่อมถนนให้ในครั้งนี้ หลักๆ เป็นเพราะกองถ่ายหนังเรื่องล่มเมืองครั้งก่อนมาหมู่บ้านเรา ตอนเลิกกองต่างชมเขาเอกดรรชนีกัน และดูเหมือนว่าเบื้องบนก็คิดอย่างนั้น ถ้าหนังล่มเมืองเข้าฉายจะต้องดังพลุแตกแน่ๆ ถึงตอนนั้นภูเขาเอกดรรชนีจะโด่งดังตามไปด้วย แถมยังกระจายข่าวกันออกไปอีก อาจจะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ แต่ต่อให้เป็นที่เล็กๆ ก็ไม่ใช่ปัญหา ดังนั้นนี่ถือว่าเป็นการลงทุนช่วงแรก เส้นทางภูเขาของแก้ก็น่าจะอยู่ในพื้นที่โครงการพวกเขาด้วย ที่ฉันว่าจะเอาเงินแกน่ะล้อเล่น ไม่คิดเลยนะว่า…เฮ้อ…” หวังโอ้วกุ้ยได้แต่หัวเราะแห้งๆ
ฟางเจิ้งงงงวย ไม่นึกเลยว่ากองถ่ายหนังล่มเมืองจะสร้างผลประโยชน์ให้เขามากขนาดนี้ นี่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง แต่คิดๆ ดูก็ถูกแล้ว กองถ่ายใหญ่ขนาดนั้น แถมยังถ่ายหนังยักษ์ด้วย ถ้าเข้าฉายต้องสร้างเสียงฮือฮา เขาเอกดรรชนีจะมีชื่อเสียงตามไปด้วยอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นแสงธูปของวัดจะสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ คนมากันมากขึ้น คนที่ช่วยเหลือได้ก็มากขึ้น บุญกุศลก็จะเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำเช่นกัน?
ฟางเจิ้งพลันยิ้มเบิกบานใจ
หวังโอ้วกุ้ยคุยกับฟางเจิ้งสักครู่หนึ่ง เห็นเณรใสซื่อคนนี้ไม่ได้สนใจเงินห้าแสนนั่นก็ไม่ได้พูด