สองคนยิ้มแห้งๆ จากนั้นยกนิ้วโป้งพร้อมกัน “ยอดเยี่ยม!”
แต่จ้าวหงเสียงก็ยังถาม “ผู้กำกับอวี๋ หลวงจีนนี่…ไต้ซือท่านนี้ถอดกาสาวะออกในตอนสุดท้าย โชว์จีวรขาวก็เป็นบทของคุณเหรอ? บทนี้สุดยอดมาก สวยจริงๆ! ตอนนั้นผมเหมือนเห็นพระพุทธองค์เลย!”
“ใช่ สวยมาก! แต่ว่าผู้กำกับอวี๋ แบบนี้จะแย่งซีนเด่นไปหน่อยรึเปล่า” หูเซี่ยวกล่าว
“แย่งซีนจริงๆ ถ้าปล่อยออกไปตามเมื่อกี้ ทุกคนคงจะจำนักบวชลืมฮวามู่หลัน แต่ฉากดีๆ แบบนี้ผมทำใจตัดทิ้งไม่ลงจริงๆ ส่วนเรื่องกาสาวะเรียกว่าเป็นเรื่องบังเอิญดีกว่า ได้มาแบบเหนือความคาดหมาย” อวี๋กว่างเจ๋อไม่ได้มีนิสัยแปะทองที่หน้าตัวเองอยู่แล้ว
“ผู้กำกับอวี๋ ถ้าอย่างนั้นคุณเตรียมการไว้ยังไงบ้างครับ?” หูเซี่ยวถาม
อวี๋กว่างเจ๋อยิ้มเจื่อน “ที่ผมคิดไว้คือต่อจากนี้ยังมีอีกหลายฉาก ค่อยๆ คิด เก็บไว้ก่อนเถอะ…ต่อให้ใช้ไม่ได้ผมก็อยากเก็บไว้ มันคลาสสิคมาก…”
หูเซี่ยวกับจ้าวหงเสียงเอ่ยอย่างหน้าด้าน “ถ้าอย่างนั้นให้พวกเราเก็บไว้สักชุดหนึ่งได้ไหมครับ?”
อวี๋กว่างเจ๋อยิ้ม “รองหู รองจ้าว พวกคุณจะทำอะไรกัน? เขาไม่ใช่นักแสดงมือฉมัง แถมไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอีก อายุยังน้อย ภาษิตล่าวไว้ว่าไม่มีหนวดจะทำงานไม่ดี[1] นี่…”
สองคนอายอวี๋กว่างเจ๋อจนหน้าแดง แต่ก็ยังหน้าด้านหน้าทน
อวี๋กว่างเจ๋อหัวเราะเสียงดัง “เอาเถอะ วางใจ ผมจะเก็บไว้ให้”
สองคนนี้ถึงกับยิ้ม แม้จะขายหน้าไปบ้าง แต่ได้เก็บฉากที่คลาสส