ิคแบบนี้ก็ถือว่ากำไรแล้ว
“หืม? หลวงพี่ฟางเจิ้งล่ะ? หลินตงสือ หลวงพี่ฟางเจิ้งล่ะ? แกเห็นไหม?” อวี๋กว่างเจ๋อรู้ตัว มองไปรอบๆ ไม่พบฟางเจิ้งจึงถามไปในทันที
หลินตงสือพลันวิ่งเข้ามา “ผู้กำกับ หลวงพี่ฟางเจิ้งกลับวัดเอกดรรชนีแล้วครับ ปิดประตูแล้วด้วย ผมไปเคาะมาแล้วเขาบอกว่าอยากอยู่เงียบๆ แล้วยังบอกอีกว่าถ่ายฉากต่อจากนี้ไม่ได้แล้ว”
“อะไรนะ ไม่ถ่ายแล้ว?!” อวี๋กว่างเจ๋อร้อนใจโดยพลัน ร้องขึ้นมาว่า “แสดงดีขนาดนี้จะไม่เล่นแล้ว? นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
หูเซี่ยวว่า “อยากจะเพิ่มค่าตัวรึเปล่า?”
“เพิ่มค่าตัวกับผีสิ เขามีน้ำใจแสดงให้ ไม่ได้จ่ายเงิน” อวี๋กว่างเจ๋อตอบ
“ก็ถูกแล้วนี่ คุณไม่ให้เงิน ผมก็ไม่แสดงให้หรอก” หูเซี่ยวโต้กลับ
“ผมจะไปดู” อวี๋กว่างเจ๋อขี้เกียจจะเถียงกับคฤหัสถ์คนนี้ จึงหลีกออกจากทุกคน ก้าวเล็กๆ ไปยังหน้าประตูวัด ปิดประตูใหญ่แล้วจริงๆ
อวี๋กว่างเจ๋อเคาะประตูใหญ่ “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ผมผู้กำกับอวี๋กว่างเจ๋อนะ ท่านอยู่ไหม? ได้ยินไหมครับ?”
“ประสก มีเรื่องอะไรรึเปล่า?” ประตูใหญ่เปิดออก ฟางเจิ้งอยู่ตรงหน้าประตู
อวี๋กว่างเจ๋อเห็นฟางเจิ้งหน้าเศร้าพลันอึ้งไป ก่อนจะเข้าใจแจ่มแจ้ง นี่คงจะอินมากเกินไป กำลังเสียใจ! อวี๋กว่างเจ๋อจึงว่า “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ยังเสียใจกับเรื่องในฉากอยู่เหรอครับ?”
ฟางเจิ้งถอนหายใจ “เป็นอย่างนั้นจริงๆ ถึงจะแค่ฉากเดียว แต่ในนั้นมีสิ่งที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้มากเกินไป” มีบางความรู้ส