ึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน วันนี้ได้สัมผัสอย่างกะทันหัน ได้สัมผัสลึกซึ้งเกินไปเลยยังกลับมาสงบไม่ได้อีกนาน
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านอินกับบทน่ะครับ ซึ่งความจริงแล้วการอินบทเป็นทักษะพื้นฐานที่สุดของนักแสดง ถ้าทำไม่ได้นั่นไม่เรียกแสดงหนัง แต่เรียกถ่ายหนัง ทว่าสมัยนี้คนที่อินกับบทได้มีน้อยมาก ท่านเป็นคนที่อินเร็วที่สุดตลอดหลายปีที่ผมทำงานภาพยนตร์มา เพียงแต่ไม่นึกเลยว่าท่านจะอินมากเกินไป…นี่เป็นความสะเพร่าของผมเอง” อวี๋กว่างเจ๋อกล่าว
ฟางเจิ้งประนมสองมือยิ้ม “ประสกอย่าโทษตัวเอง เพราะประสกให้อาตมาได้เข้าใจชีวิตที่สอง โอกาสแบบนี้หายาก…”
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง ถ้าอย่างนั้นฉากต่อไป…” อวี๋กว่างเจ๋อเหมือนเห็นความหวัง การแสดงของฟางเจิ้งอาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ก็อินกับบทได้ นั่นคือดีที่สุด คือการแสดงที่เป็นธรรมชาติที่สุด! ไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว เขาย่อมหวังว่าในหนังตนจะมีคนแบบนี้เพิ่มมา
แต่ฟางเจิ้งกลับส่ายหน้า “ประสก อาตมาฝึกฝนมาไม่พอ ไม่เหมาะจะถ่ายต่อแล้ว ขอโทษจริงๆ นะ…”
ฟางเจิ้งไม่อยากถ่ายต่อจริงๆ เพราะตอนที่จัดระเบียบเสื้อให้ศพเหล่านั้น เขาไม่ได้สัมผัสเพียงทหารแห่งเว่ยเหนือ แต่ยังมีทหารเผ่าโหรวหรานด้วย ทหารของเว่ยเหนือเป็นวีรบุรุษ ถ้าอย่างนั้นทหารโหรวหรานเป็นอะไร? พวกคนชั่วช้า? เห็นได้ว่าไม่ใช่
ผู้สังหารคือคนชั่ว ไม่สังหารคนแต่กลับถูกฆ่า เช่นนั้นสังหารคนก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูก? การทำสงครามเพื่อความรุ่งเรืองขอ