ครับ?”
“ถามดูก็รู้เอง อีกอย่างนี่ก็เพื่อถ่ายหนัง แถมครั้งนี้เป็นหนังให้แรงบันดาลใจ นี่เป็นเรื่องดี” ผู้กำกับอวี๋ว่า
หลินตงสือพยักหน้าก่อนไปหาฟางเจิ้ง
ฟางเจิ้งหาง่ายมาก หลินตงสือมองปราดเดียวก็เห็นหัวโล้นมันวาวยืนอยู่หลังกลุ่มคน ช่วยไม่ได้ ฟางเจิ้งเด่นตาเกินไปจริงๆ สวมจีวรขาว แถมยังสวมวงแหวนแสงตะวันอีก เดินไปไหนก็บดบังเขาไม่ได้ หลินตงสือจึงวิ่งเข้าไปโดยพลัน “หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านสนใจถ่ายหนังไหมครับ?”
“น่าแปลกใจจริงๆ ประสก มีเรื่องอะไรรึเปล่า? ถ้าดูไม่ได้ อาตมากลับก็ได้นะ” ฟางเจิ้งไม่อยากฝ่าฝืนกฎของคนอื่น
“ไม่ใช่ครับ ท่านเป็นพระอาจารย์ ถ้าท่านอยากดูนั่นถือเป็นเกียรติของพวกเราครับ” จะขอร้องคน หลินตงสือก็ต้องปากหวาน
ฟางเจิ้งรีบส่ายหน้า “อาตมาเป็นเพียงนักบวชธรรมดา ไม่คู่ควรกับพระอาจารย์หรอก ถ้าพูดถึงพระอาจารย์ก็ต้องหลวงจีนหงเหยียนวัดผาแดงกับหลวงจีนไป๋อวิ๋นวัดเมฆาขาว”
“หลวงพี่ฟางเจิ้งอย่าถ่อมตัวเลยครับ พวกเราเข้าเรื่องกันดีกว่า พวกเราถ่ายหนังครั้งนี้มีฉากที่สำคัญมากอยู่ คือพระอาจารย์โปรดสัตว์นักรบที่สู้จนตัวตาย แต่ว่านักแสดงอาวุโสที่รับบทเป็นพระอาจารย์ป่วยเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ไม่ว่ายังไงคงมาในช่วงหลายวันนี้ไม่ได้ ท่านว่า…” หลินตงสือมองฟางเจิ้งด้วยแววตาปริบๆ สีหน้าแบบนี้ทำให้ฟางเจิ้งนึกถึงตอนที่หมาป่าเดียวดายมองข้าวผลึกในชามเขา
ฟางเจิ้งยังไม่ทันตอบ หวังโอ้วกุ้ยชิงเอ่ยด้วยความตกใจขึ้นก่อน “