คนในบ้านต่างมองหน้ากัน หลินตงสือยิ้มเฝื่อน “นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เจอผู้ใหญ่บ้านบริหารคนไม่ได้แบบนี้”
“ฉันว่าดีออก อย่างน้อยเขาก็ไม่บ้าอำนาจ แต่เคารพคนอื่น” หลัวลี่แย้ง
หลินตงสือเบะปาก ไม่ได้พูดอะไร
ด้านนอก หลังหวังโอ้วกุ้ยเล่าสถานการณ์คร่าวๆ ให้ฟางเจิ้งฟังแล้วจึงเอ่ยต่อ “ฟางเจิ้ง นี่คือบริษัทภาพยนตร์ในมณฑลเลยนะ ถ้าได้ถ่ายหนังบนภูเขาเอกดรรชนีจริงๆ ภูเขาเอกดรรชนีจะต้องมีชื่อเสียง! ถึงตอนนั้นหมู่บ้านเราจะได้ประโยชน์ไปด้วย จากนั้นจะมีนักท่องเที่ยวมา หมู่บ้านเราจะเปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ เอาง่ายๆ อย่างน้อยทุกบ้านจะใช้ชีวิตสุขสบายขึ้น”
“โยมหวังหมายความว่ายังไง?” ฟางเจิ้งถาม
“ความหมายฉันคือให้พวกเขาถ่ายจะดีที่สุด นี่เป็นเรื่องดีที่หล่นมาจากฟ้าเลยนะ” หวังโอ้วกุ้ยว่า
ฟางเจิ้ง “อาตมาไม่มีความเห็นอะไรหรอกนะ ขอแค่อย่าทำให้วัดสกปรก ที่เหลือก็แล้วแต่พวกเขาเลย”
แน่นอนว่าฟางเจิ้งยินดีมากถ้ามันช่วยชาวบ้านตรงตีนเขาได้ แต่ถ้าคนพวกนี้มาก่อความวุ่นวายติดๆ กัน นั่นก็ไม่โอเค
หวังโอ้วกุ้ยเข้าใจความหมายของฟางเจิ้ง คงจะกลัวเป็นแบบสมาคมศิลปะพู่กันจีนครั้งก่อน เขาเลยตบหน้าอก “วางใจ ฉันจะดูแลให้เอง! ถ้าบอกกฎไปแล้วขืนวุ่นวายจริงๆ ฉันจะไล่พวกเขาไปซะ ไม่ต้องทำธุรกิจร่วมกันแล้ว ดีไหม?”
“เอาตามที่โยมว่าเลย อาตมาไม่อยากยุ่งเรื่องนี้” ฟางเจิ้งพูดจากใจจริง หนึ่งคือไม่เข้าใจ สองใคร่ครวญอย่างหนักทุกคืนวันก็ยังไม่ได้คำตอบ เ