สามคนที่เหลือเห็นเหมียวหลงกับต้าขุยที่สูงที่สุดถูกฟางเจิ้งคว้าไว้ราบกับกระต่ายน้อยโยนออกไป ก็ตกใจจนหน้าซีดขาว
ฟางเจิ้งหันไปมอง ประนมสองมือสวดบทหนึ่ง “อมิตาพุทธ โยมทั้งสามต้องให้ช่วยไหม?”
“ไม่ต้องๆ พวกเราไปเองได้” สามคนไม่กล้าใช้อุบายอีก แต่รีบลุกขึ้น ล้มลุกคลุกคลานวิ่งออกไป
ปึง!
ประตูใหญ่ปิดลง!
พวกเหมียวหลงห้าคนเห็นดังนั้นจึงมองหน้ากัน ต่างเห็นถึงความโกรธและอายในแววตา ทว่าเหมียวหลงยังอดกลั้นความโมโหในใจไว้ได้ รอเอามีดออกมาได้ก่อนจะคิดบัญชีกับฟางเจิ้ง! กระทั่งคิดว่าจะจุดไฟเผาวัดดีไหม!
เหมียวหลงตะโกน “ไต้ซือ อย่าปิดประตู พวกเราขอโทษจริงๆ ยอมรับผิดแล้ว ไต้ซือมีเมตตา เห็นพวกเราจะตายแล้วจะไม่ช่วยเลยเหรอ!”
“อมิตาพุทธ พวกโยม จะมืดแล้วรีบลงเขาเถอะ” ฟางเจิ้งพูดจบก็ไม่สนใจคนพวกนี้นอกประตู แต่เดินกลับไปนอน คนพวกนี้ได้รับการสั่งสอนแบบนี้ก็ยังมีกลิ่นอายบาปกรรม แรงกรรมทั้งตัว เขาหาเหตุผลที่จะให้อภัยพวกเขาไม่ได้จริงๆ
โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเขาทำนั่นคือการดึงเส้นตายคุณธรรมของสังคมให้ต่ำลง นี่ไม่ใช่ความถูกผิดต่อคนคนหนึ่ง แต่เป็นการทำลายทั้งสังคม! คนแบบนี้ ถ้าเดี๋ยวเดียวฟางเจิ้งให้อภัย ขนาดเขายังไม่ยอมตัวเองเลย
รออยู่นานในวัดก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว
ฟ้ามืดแล้ว ลมหนาวพัดมา อุณหภูมิต่ำลง คนหัวทองห้าคนนอกประตูหนาวสั่น
“พี่หลง เอาไงดี? รออย่างนี้เหรอ?” คนหนึ่งถาม
“รอ? รอทำห่าอะไร! เขาชัดเจนว่าไม่ยอมให้อภัยพ