ฟางเจิ้งเข้าใจแล้ว รู้สึกว่าเขาอ่อนโยนเกินไป!
เจ้าลิงพูดตัดรำคาญ “ตกลงนายยังมีข้าวปั้นนั่นอีกไหม? ถ้าไม่มีฉันจะไปละนะ! จริงๆ เลย ดึกดื่นป่านนี้ดันคิดถึงข้าวปั้นได้ นอนไม่หลับเลย”
ฟางเจิ้งกลอกตามองบน “ยังอยากกินอีก? ไม่มีแล้ว!”
“ไม่มีจริงๆ เหรอ?” เห็นได้ชัดว่าเจ้าลิงไม่เชื่อฟางเจิ้ง
ฟางเจิ้งมองแววตาชั่วช้าของลิงนั่น นึกอยากตบก้นมันให้เด้งขึ้นฟ้าจริงๆ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพระยูไลถึงกำราบซุนหงอคง พวกลิงนี่ยั่วโมโหคนง่ายมากอย่างที่คิด
ฟางเจิ้งโบกๆ มือ “อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มี นักบวชไม่พูดโกหก คนไม่โกหก จะหลอกลิงอย่างนายไปทำไม?”
“ขยะ ไม่มีแม้แต่ข้าวปั้น” เจ้าลิงพูดจบก็บิดก้นวิ่งจากไป
ฟางเจิ้งโกรธแล้ว อยากจะถอดรองเท้าเขวี้ยงไปจริงๆ ทำไมลิงนี่พูดจากวนโมโหนักนะ?
เมื่อกลับมาถึงกุฏิ ฟางเจิ้งขึ้นไปนอนบนเตียง หนึ่งคืนผ่านไปเงียบๆ
วันที่สอง ฟ้าสว่างเล็กน้อย ทั้งวัดเมฆาขาวคึกคักขึ้นมา เจ้าอาวาสและพระลูกวัดแต่ละวัดพากันเคลื่อนไหว ส่งเสียงตะโกน โหวกเหวกไม่ขาดสาย ดีที่ฟางเจิ้งชินกับการตื่นเช้าเลยไม่โกรธ แต่ออกไปช่วยงานแล้ว
จัดสถานที่พิธีสวดมนต์ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิเรียบร้อยนานแล้ว วันนี้เพียงแค่จัดวางแบบง่ายๆ เท่านั้น เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ประตูใหญ่วัดเมฆาขาวเปิดออก
พริบตานั้นฟางเจิ้งอึ้งไป! เดิมทีคิดว่าตอนปีใหม่มีคนสองสามร้อยคนในวัดเอกดรรชนีก็โออ่ายิ่งใหญ่พอแล้ว แต่ตอนนี้เทียบกันไม่ได้เลย!
นอกปร