ิดได้ดังนั้นอู้หมิงก็ก้าวยาวเดินไปหาฟางเจิ้ง
“อู้หมิง ท่านจะทำอะไร? ยังยึดมั่นในความลุ่มหลงไม่ตระหนักอีกหรือ?” หลวงจีนหงเหยียนเห็นอู้หมิงปรี่เข้ามาหาฟางเจิ้งก็โกรธ ด่าทอเสียงดัง! เรื่องราวมาถึงขนาดนี้แล้ว แม้จะไม่มีใครพูด แต่หลวงจีนหงเหยียนเข้าใจทุกอย่างแล้ว ทุกอย่างนี้เป็นฝีมือของอู้หมิง
ทว่าอู้หมิงไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ดวงตาเขาแดงเล็กน้อย มีสีหน้าร้อนรนบ้าง ราวกับกำลังกังวลบางอย่าง
อู้หมิงเดินมาเร็วมาก นักบวชทุกรูปเห็นส่วนใหญ่เกิดลางสังหรณ์ไม่ดี คิดในใจ ‘หรือว่าอู้หมิงจะโกรธจนลงมือทำร้ายคนอื่น?’
ทุกรูปต่างมองฟางเจิ้งด้วยความกังวล ตู้เหล่า หงเสียงเดินหน้าหนึ่งก้าวขวางอู้หมิงไว้ ตอนนี้เองฟางเจิ้งพลันขวางหงเสียงไว้ ประนมสองมือยิ้มเล็กน้อย “โยมคิดดีแล้วใช่ไหมว่าจะเลือกทางไหน?”
อู้หมิงตัวสั่นสะท้าน ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้าฟางเจิ้งต่อสายตาตื่นตะลึงของทุกคน เอาหัวโขกพื้นสามครั้ง ทุกคนมองมาอย่างประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น อู้หมิงไม่หาเรื่องฟางเจิ้ง แต่ทำไมต้องคุกเข่าเอาหัวโขกพื้น?
แล้วก็ฟางเจิ้ง อู้หมิงก็เป็นนักบวชเหมือนกัน ทำไมถึงเรียกอู้หมิงว่าโยม? นี่มันไม่ถูกต้อง!
อู้หมิงเอ่ยขึ้นทันใด “ขอบคุณหลวงพี่ฟางเจิ้งมากที่ชี้แนะแนวทางให้มากครับ อู้หมิงพลาดพลั้งมาตลอดชีวิต แบกภูเขาเดินหน้า เดินหลงทางภายใต้แรงกดดัน ในที่สุดวันนี้ก็เข้าใจแล้วว่าต้องการอะไร ผมคิดดีแล้ว ผมจะสึก ผมจะกลับบ้าน!”
สิ้น