จูหลินพิมพ์กลับไปทันที “ไสหัวไปๆๆๆ…”
จูหลินเห็นว่าทำอะไรฟางเจิ้งไม่ได้ กระทั่งอีกฝ่ายไม่มีพิรุธเผยธาตุแท้อะไรเลย พลันเกิดความรู้สึกพ่ายแพ้ ทว่าก็ไม่ยอม ชนฟางเจิ้งอีกครั้งจนฟางเจิ้งไม่พอใจเล็กน้อย สีกาท่านนี้ ไม่มีอะไรจะมาชนอะไรกันนักหนา? ไม่มีมารยาทรึไง?
แต่ไม่ได้เอ่ยออกไป เพียงแค่มองจูหลินอย่างจนปัญญา
จูหลินกล่าว “ไต้ซือ ขอถามหน่อยสิ”
ฟางเจิ้ง “อุบาสิกา ถามมา ถ้าอาตมารู้จะตอบ แต่อาตมาเรียนรู้มาน้อย มีหลายสิ่งที่ยังไม่รู้”
จูหลินไม่สนคำพูดข้างหลังของฟางเจิ้ง พูดยิ้มๆ “ท่านว่ายังไงกับเรื่องพระถังซัมจั๋งกว่าจะสำเร็จพระอรหันต์ต้องเดินทางไปเอาพระไตรปิฎกอย่างยากลำบาก แต่ราชาปีศาจกระทิงจะสำเร็จพระอรหันต์ แค่วางดาบก็สำเร็จแล้ว ทำไมคนดีสำเร็จพระอรหันต์ยากจัง? แต่ทำไมคนเลวถึงง่ายขนาดนั้น? ท่านว่าเท่าเทียมกันเหรอ?”
ฟางเจิ้งไม่นึกเลยว่าจูหลินจะถามแบบนี้ ตอนแรกคิดว่าเธอจะพูดไร้สาระต่อซะอีก
ฟางเจิ้งยังไม่ทันตอบ พลันมีคนกล่าวขึ้นมาข้างหลัง “ก็เขาถือดาบมาด้วยนี่ เป็นเธอจะกล้าจู้จี้จุกจิกกับเขาเหรอ ถึงบอกให้วางดาบลงก่อนค่อยคุยกันไง…”
ฟางเจิ้งหงุดหงิดแล้ว
มีคนกล่าวต่ออีกทันที “ราชาปีศาจกระทิงไปหาพระยูไลแล้วพูดว่า ‘ฉันจะสำเร็จพระอรหันต์ได้ไหม?’ พระยูไลตอบว่า ‘พวกเราวางดาบกันลงก่อน ค่อยๆ คุยกัน…’ ”
สองคนพูดแทรกมา หัวข้อคำถามพลันบิดเบี้ยว คนในรถก็พากันจินตนาการตาม
“ไม่อยากถูกฆ่าเลยให้เขาวางดาบลง”
“ดาบ