ล้ว เขาก็อยากออกไปบ้าง พอกรงเปิด นกน้อยย่อมอยากบิน
ตอนนี้เอง…
“ไต้ซือ สวัสดีค่ะ” ตอนนี้เองมีเสียงแฝงไว้ด้วยความเศร้าหลายส่วนดังแว่วมาจากประตู
ฟางเจิ้งเงยหน้าขึ้นก็ตะลึงงัน คนที่มาเป็นคนรู้จัก! เป็นผู้หญิงหน้าเศร้าหมองอุ้มเด็กหญิงผมสั้น เด็กหญิงผมสั้นมีสีหน้าเศร้าบางๆ เหมือนกัน
ฟางเจิ้งเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจ เดินมาอยู่หน้าสองคน ประนมสองมือ “อมิตพุทธ โยมทั้งสอง ระงับความโศกเถอะ”
“ไต้ซือ ต้องมารบกวนท่านแล้ว” หลู่ซวงซวงตาแดง
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “โยมทั้งสองเข้ามา”
หลู่ซวงซวงอุ้มเด็กหญิงหมี่ลี่เข้ามา ตอนนี้ฟางเจิ้งก็เป็นคนที่มีม้านั่งแล้ว ย่อมไม่ให้แขกนั่งบนหินหรือพื้นอีก เขายกกระถางไฟมาวางไว้ ก่อนพวกเขานั่งลง
หลู่ซวงซวงส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้ฟางเจิ้ง “ตอนหานเซี่ยวกั๋วไปได้ฝากจดหมายฉบับนี้ไว้ให้ฉัน ให้ฉันเอามาให้ไต้ซือ”
นั่นคือซองจดหมายหนัง ด้านบนไม่มีแสตมป์ มีเพียงอักษรหกตัวใหญ่ ‘ไต้ซือฟางเจิ้งเปิดด้วยตัวเอง’!
ฟางเจิ้งเปิดดูก็เห็นกระดาษไร้อักษร! เขาจึงเข้าใจแจ่มแจ้ง ประนมสองมือ “อมิตาพุทธ”
ไร้อักษรคือไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้พูดอะไรก็คือไม่เสียใจ
ทว่าหลู่ซวงซวงพาเสียวหมี่ลี่มา นี่อธิบายได้ว่าหานเซี่ยวกั๋วไม่ได้ไม่เสียใจจริงๆ อย่างน้อยเขาก็ยังไม่วางใจเรื่องสองคนนี้
“ไต้ซือ เซี่ยวกั๋วไปแล้ว จิตใจฉันว้าวุ่นไปหมด อยากจะอยู่วัดบนเขาสักสองสามวันเงียบๆ ได้ไหมคะ?” หลู่ซวงซวงถาม
ฟางเจิ้งตะลึงงัน จากนั้นส่า