บ้าน มองซากพลางขมวดคิ้วเป็นปม
เฉินหลงกล่าว “พ่อ ไหม้ก็ไหม้ไปแล้ว อย่าเสียใจเลย เดี๋ยวผมจะหาบ้านที่ดีกว่านี้ให้”
“แกจะรู้อะไร ปู่ย่าแกเป็นคนสร้างบ้านหลังนี้ ในนั้นมีของต่างหน้าเยอะเลย ฉันถึงทำใจรื้อสร้างใหม่ไม่ได้ไง ตอนนี้ไปหมดแล้ว…เฮ้อ…” เฉินจินถอนหายใจ บนใบหน้ามีความแก่ชราเพิ่มมาหลายส่วน
ซูหงจับมือเฉินจิน “ไหม้ก็ไหม้ไปแล้ว อย่าคิดมากน่า”
“ให้หยุดคิดได้เหรอ? ไฟไหม้นี่มันผิดปกติเกินไปรึเปล่า? คนในหมู่บ้านขึ้นเขากันหมด แล้วไฟจะมาจากไหน?” เฉินจินแค่นเสียงขึ้นจมูก
เฉินหลงร้องด้วยความตกใจ “พ่อจะบอกว่ามีคนวางเพลิงเหรอ?”
“ไม่รู้ แต่ก็มีความเป็นไปได้! ก่อนหน้านี้ที่ไฟไหม้เป็นเพราะพวกเด็กซนจุดประทัด แต่ครั้งนี้ฉันว่ามันไม่ง่ายแบบนั้น พวกแกรออยู่นี่ ฉันจะไปคุยกับเสมียนและผู้ใหญ่บ้าน ไม่ว่ายังไงจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้ จะต้องมีคำอธิบาย!” กล่าวจบเฉินจินก็เดินไป
พวกซูหงมองหน้ากัน สีหน้ามืดทะมึนลงเล็กน้อยพร้อมกัน ถ้ามีคนวางเพลิงจริงๆ นั่นก็…
ฟางเจิ้งไม่รู้เรื่องตรงตีนเขา ตอนบ่ายเขานำผักสดออกมา เด็ดล้างให้สะอาดแล้วทำซุปผักสดหม้อหนึ่ง ใส่น้ำบริสุทธิ์เข้าไป ฟางเจิ้ง หมาป่าเดียวดายและกระรอกที่ซดน้ำซุปที่ตุ๋นเสร็จต่างอยากหยุดแต่ไม่อาจรั้งไว้ได้ สุดท้ายนอนแผ่ขี้เกียจบนพื้น
หนึ่งคืนผ่านไปเงียบๆ…
วันที่สองฟางเจิ้งตื่นเช้ามาทำความสะอาดอุโบสถ ขณะเดียวกันก็ตรึกตรองถึงเรื่องราวหลังจากนี้ ตอนนี้ลงเขาได้แ