่ไหน? คนลงเขาใช้เวลาเกือบชั่วโมงไม่ใช่เหรอ? ชั่วโมงหนึ่ง มีบ้านไหนไม่ถูกเผาจนเกลี้ยงบ้าน?
แต่บ้านพวกเราแค่ไหม้ข้างนอก ในบ้านไม่มีไฟเข้ามาเลย เรื่องนี้มันปกติเหรอ? คุณบอกว่าภาพหลอนก็ได้นะ แต่ถ้าควันเข้ามา พวกเราจะยังมีชีวิตอยู่เหรอ?” ซูหงกล่าว
เฉินหลงก็เสริมด้วย “ใช่ พ่อ พ่อมีเหตุผลบ้างสิ อู้หมิงอะไรนั่น พ่อเดินตามอย่างว่าง่ายยังกับเด็ก ทีฟางเจิ้งแสดงปาฏิหาริย์แบบนี้ พ่อกลับอยากใส่ร้ายเขา นี่พ่อคิดอะไรอยู่กันแน่?”
ป้าบ!
เฉินจินตบเข้าที่หัวเฉินหลงแล้วต่อว่า “ทำไมพูดกับพ่ออย่างนี้? ฉันจะเป็นยังไงไม่ต้องให้แกมาสอน!”
“จะรุนแรงทำไม พวกเราเห็นจริงๆ ไหนคุณบอกมาสิว่าคุณจะทำยังไง!” ซูหงว่า
เฉินจินโยนบุหรี่ทิ้ง ยืนขึ้น “ฉันเฉินจินไม่ใช่ไอ้สารเลว! ไม่ลืมบุญคุณคนหรอก แต่เรื่องนี้มันพิลึกไปหน่อยจริงๆ ฉันอยากขึ้นเขาไปดูว่าฟางเจิ้งจะว่ายังไง…ไม่อย่างนั้นฉันไม่ยอม แต่พวกเธอวางใจ พอเกิดเรื่องวันนี้แล้ว จากนี้ฉันจะตัดขาดกับอู้หมิง! พอใจไหม? เอ่อ ไม่มีบ้านแล้วจากนี้จะทำยังไงล่ะ?”
“ทำยังไงเหรอ? ก็ไปกับพวกผมสิ บ้านใหญ่ขนาดนั้นในอำเภอจะไม่พอสำหรับพ่อกับแม่ได้ยังไง?” เฉินหลงกล่าว
“ไอ้เวร! ใครจะอยู่กับแก ฉันชอบหมู่บ้านเอกดรรชนี” เฉินจินตอบ
“ถ้าอย่างนั้นสร้างบ้านใหม่ให้เอาไหม?” เฉินหลงยิ้ม
“แกนี่ใจดีนะ ไปดีกว่า!” ในที่สุดเฉินจินก็มีสีหน้าอ่อนโยน
“ไปไหน?” ซูหงถาม
“ไปตลาด” เฉินจินโบกมือ
“ไปทำไม?” เฉินหลงถามอย