ฟางเจิ้งตบหัวหมาป่าเดียวดายพลางหัวเราะ “ก็ว่าใครมาขโมยข้าวอาตมา ที่แท้ก็เจ้าตัวน้อยนี่เอง”
กระรอกได้ยินดังนั้นก็ตกใจสะดุ้ง จ้องฟางเจิ้ง “นายพูดได้เหรอ?”
ฟางเจิ้งพลันถูกคำพูดกระแทกรัวๆ เขาพูดได้เหรอ? แล้วเขาพูดไม่ได้ตั้งเมื่อไรกัน?
ฟางเจิ้งกล่าว “แน่นอนว่าอาตมาพูดได้ กระรอกก็มีภาษาของกระรอก หมาป่าก็มีภาษาของหมาป่า คนก็มีภาษาของคน ทุกชีวิตต่างมีภาษาตัวเอง มีเพียงบางคนที่ไม่เข้าใจเท่านั้น เจ้าตัวน้อย นายขโมยข้าวอาตมาใช้ไม่ได้เลยจริงไหม? หรือนายไม่มีอาหารพอสำหรับผ่านฤดูหนาว?”
“ข้าวของนายอะไร? ฉันเก็บมาจากตรงนั้นต่างหาก ส่วนอาหารที่กักตุนไว้ฉันทิ้งไปแล้ว ผลไม้เปลือกแข็งพวกนั้นอร่อยสู้ข้าวนี่ไม่ได้เลย” กระรอกกล่าวอย่างมีเหตุผล
ฟางเจิ้งถูกกระรอกเจ้าเล่ห์หยอกล้อ เจ้านี่พูดมีเหตุผล หน้าอกเล็กๆ ยืดขึ้นสูง ทว่าดวงตากลับกลอกไปมา เห็นได้ชัดว่ามีพิรุธ
ฟางเจิ้งยิ้ม “ช่างเถอะ นายอย่าขโมยอีก ถ้าหิวก็มากินกับฉัน”
เจ้ากระรอกงุนงง ก่อนถามด้วยความระแวง “นายพูดจริงเหรอ?”
ฟางเจิ้งประนมสองมือโดยจิตใต้สำนึก “อมิตพุทธ จริงแน่นอน ข้าวแค่นิดหน่อยอาตมาไม่เสียดายหรอก แต่ว่านายห้ามขโมยไปเก็บไว้ อยากกินเมื่อไรก็กินเข้าใจไหม?”
เจ้ากระรอกส่ายหางอันใหญ่พลางเกาหัว “ถ้าอย่างนั้น…ฉันกินเท่าไรก็ได้เลยเหรอ?”
“จนอิ่มเลย” ตอนนี้ฟางเจิ้งมีข้าวผลึกร้อยจิน มากพอให้เขาผ่านฤดูหนาวแล้ว การเลี้ยงกระรอกน้อยตัวหนึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่