เจียงซงอวิ๋นพูดต่อ “อักษรโอวหยางหวาไจหวัดเหมือนพายุคลั่งโถมพืชหญ้า มีพลังมหาศาล ตอนเขียนอักษรยังแฝงไว้ด้วยท่วงทำนองดั่งพายุคลั่ง และก็มีบุคลิกปรมาจารย์เหมือนกัน ดังนั้นฉันคิดว่าการประลองครั้งนี้เสมอ!” พูดจบ ทั้งลานเกิดเสียงดังเกรียวกราวอีกครั้ง
คนที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่คนเขลา คนนอกวงการเป็นชาวบ้าน แต่คนจากสมาคมศิลปะพู่กันจีนไม่ใช่แบบนั้น มองอักษรของฟางเจิ้งกับโอวหยางหวาไจปราดเดียวก็รู้แล้วว่าฟางเจิ้งเหนือกว่า!
ทว่าพอมองโอวหยางหวาไจ ทุกคนก็เข้าใจว่าเจียงซงอวิ๋นไว้หน้าโอวหยางหวาไจ ไม่อย่างนั้นถ้าเขาแพ้ให้กับเณรไร้ชื่อเสียงคงต้องขายหน้ามากแน่ๆ
ทว่าอู๋ฉางสี่ไม่ยอม “เจียงซงอวิ๋น ยังหน้าด้านพูดแบบนี้อีก? โอวหยางหวาไจ ไม่กระดากใจที่บอกว่าเสมอบ้างเลยเหรอ?”
เจียงซงอวิ๋นขมวดคิ้ว “อู๋ฉางสี่ นายคิดจะทำอะไร พวกนายอยากมีชื่อเสียงไม่ใช่เหรอ เสมอกับโอวหยางหวาไจยังไม่พอใจอีกรึไง?”
“พอใจ? ถุย! ฉันล่ะอับอายแทนแกจริงๆ!” อู๋ฉางสี่ต่อว่า
เจียงซงอวิ๋นหน้าเขียวปัด กำลังจะระเบิดอารมณ์แล้ว
แต่กลับได้ยินโอวหยางเฟิงหวาพูดขึ้น “พ่อคะ อักษรพ่อสู้เณรเขาไม่ได้จริงๆ หรอคะ?”
โอวหยางหวาไจมองฟางเจิ้ง ฟางเจิ้งยิ้มเล็กน้อย พร้อมประนมสองมือ “อมิตาพุทธ”
“นี่คือไต้ซือของจริง อักษรพ่อสู้เขาไม่ได้” พูดจบใบหน้าที่ตึงเปรี๊ยะมาตลอดของโอวหยางหวาไจพลันหลอมละลาย ก่อนพูดต่อว่า “ผมคิดว่าตัวเองเก่งกาจมาตลอด วันนี้เพิ่งรู้ว่าผมเป็นแค่กบใ