ฟางเจิ้งไม่สนใจคนหน้าแบน แต่พูดกับหวังโอ้วกุ้ย “อาหวัง ผมเรียนมาน้อย เคยได้ยินกลอนกวีมาบ้าง แต่ไม่ได้เรียนมาหลายปีเลยลืมไปนานแล้ว ถ้าไม่หาดูสักหน่อย อาจะให้ผมเขียนอะไรล่ะ?”
หวังโอ้วกุ้ยอึ้งไป โอวหยางเฟิงหวากับชุยจิ่นก็อึ้ง เจียงซงอวิ๋นอึ้ง ซุนก้วนอิงอึ้ง…
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็เหม่อลอย จากนั้นระเบิดดังโครม!
“เจ้านี่ท่องทำนองรำลึกนู่เฉียวโหยอดีตเซ็กเพ็กไม่เป็น? ฮ่าๆ…เขาเรียนหนังสือมากี่วันกันแน่เนี่ย?”
“เรียนไม่รู้เรื่องแล้วยังอยากแสร้งเป็นปรมาจารย์อีก? วะฮ่าฮ่า…”
“อยากเป็นนักเขียนพู่กันจีนผู้โด่งดัง? ฮ่าๆ…ดึงมาตรฐานการเข้ามาเป็นนักเขียนพู่กันจีนของเราให้ตกต่ำเกินไปรึเปล่า? พอได้แล้วละ”
“นี่…น่าตลกชะมัด! ขายขี้หน้า!” ซุนก้วนอิงถอนหายใจ ไม่ว่าจะพูดยังไง วัดเอกดรรชนีก็อยู่ในอำเภอซงอู่ ฟางเจิ้งทำขายหน้า เขาก็รู้สึกขายหน้าไปด้วย
ตอนนี้เจียงซงอวิ๋นไม่มีใจแขวะฟางเจิ้งแล้ว แต่พูดด้วยความเห็นใจว่า “ไอ้หนู…ช่างมันเถอะ ขี้เกียจจะพูดแล้ว”
ฟางเจิ้งพูดแบบนี้ หวังโอ้วกุ้ยจะพูดอะไรได้อีก จึงได้แต่ไปรออยู่ข้างๆ
ทว่าตอนนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นหวังโอ้วกุ้ย ซ่งเอ้อโก่ว หรือชาวบ้านคนอื่นๆ กระทั่งพั่งจื่อและโหวจื่อก็เริ่มสงสัยแล้วว่าฟางเจิ้งเอาชนะไม่ได้ อู๋ฉางสี่ที่มั่นใจว่าฟางเจิ้งต้องชนะยังกังวลเล็กน้อย อักษรที่ไม่เคยเขียนมาก่อนเทียบกับอักษรที่ฝึกเขียนมานานแล้วย่อมต่างกันอย่างแน่นอน
โอวหยางหวาไจฝึกฝนมาหลายปี