ประกอบกับเรื่องที่ฟางเจิ้งทำเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา จึงไม่กลัวว่าจะถูกเห็น ในใจเขาไร้กังวล จิ่งเหยียนย่อมมองไม่เห็นอะไร เธอทำได้แค่พูดในใจต่อไปว่า ‘ถึงอายุยังน้อย แต่มีอุบายหลอกลวงลึกล้ำ!’
ถ้าฟางเจิ้งรู้ความคิดจิ่งเหยียนเดาว่าจะต้องกระอักเลือดสามครั้ง ร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมแน่
อู๋ฉางสี่รีบตรงเข้าไป “ไต้ซือ เอ่อ ท่านว่ายังไงกับการประลองครับ”
ฟางเจิ้งส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด “โยม พุทธศาสนาเป็นแดนเงียบสงบ เรื่องการประลองค่อยว่ากันอีกทีเถอะ ถ้าจะจุดธูปไหว้พระเชิญข้างใน ถ้าไม่มีอะไรทุกคนตามสบาย” พูดจบฟางเจิ้งก็จะกลับเข้าไป
“ไต้ซืออย่าเพิ่งไปสิครับ เรื่องนี้เกี่ยวถึงชีวิตคนนะครับ!” อู๋ฉางสี่เห็นฟางเจิ้งปฏิเสธการประลองอย่างเด็ดเดี่ยวจึงพูดขึ้นด้วยความปราดเปรียว
ฟางเจิ้งขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไง?”
อู๋ฉางสี่เห็นความหวังจึงพูดต่อ “ไต้ซือ เรื่องเป็นแบบนี้ ครั้งก่อนผมมาที่นี่โชคดีได้เห็นไต้ซือเขียนอักษรบนหิมะ อักษรนั่นสวยมาก มีความน่านับถือมากเลยถ่ายรูปไว้ อยากจะแบ่งให้ทุกคนดู ของดีๆ แบบนี้ให้ทุกคนชื่นชมด้วยกันก็ไม่เลวไม่ใช่หรอครับ?”
ฟางเจิ้งคิด นี่ก็เป็นเรื่องดี ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เขาเลยพยักหน้า
อู๋ฉางสี่พูดต่อ “ปัญหาคือมีคนไม่เชื่อ! บอกว่าภาพถ่ายผมเป็นของปลอม ท่านที่เขียนอักษรบนหิมะก็ปลอม ปลอมทุกอย่าง! ผมอู๋ฉางสี่เป็นนักข่าว ทำงานสายนี้มายี่สิบปี ต้องมีความซื่อสัตย์และสัจจะอยู่แล้ว ชื่อเสี