หลังสองคนเข้าไปแล้ว ไชฟางก็พบว่ารั้งพั่งจื่อไว้ไม่อยู่! โหวจื่อกับอู๋ฉางสี่ยิ่งช่วยยิ่งยุ่ง เหล่าเหมียวกับเสี่ยวหลัวที่ขวางกลางไว้สอดมือเข้าไปไม่ได้ ไชฟางเข้าใจแล้ว สองคนนี้ก็โกรธเหมือนกัน ไม่ช่วยต่อยตีเฉินจิ้งก็ถือว่าให้เกียรติแล้ว
ไชฟางเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา เขารู้ว่าเฉินจิ้งทำเกินไป ปากไม่มีหูรูด ถูกต่อยบ้างก็สมควร
ตอนนี้เองพั่งจื่อยิ่งต่อยยิ่งโมโห อาศัยจังหวะนี้หยิบหินก้อนหนึ่งจะขว้างไป
โหวจื่อกับอู๋ฉางสี่เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปดึงไว้ ทะเลาะได้ ไม่ถึงตายไม่พิการ แค่เจ็บปวดก็พอ แต่การใช้หินนี่จะเอาชีวิตกันแล้ว! ทว่าพั่งจื่อโมโหมาก สะบัดแขนเหวี่ยงสองคนออกไป ก่อนหยิบหินจะขว้าง
ตอนนี้เอง…
“ปัง!” เสียงเปิดประตูหนักอึ้งดังขึ้น!
“อมิตาพุทธ!” เสียงสวดดังมาจากในประตูวัด มือพั่งจื่อที่ชูขึ้นสูงพลันหยุดชะงักกลางอากาศ ดวงตาแดงเริ่มเป็นปกติ เหลือบมองประตูวัดเอกดรรชนีข้างๆ เห็นฟางเจิ้งชุดคลุมขาวยืนอยู่ สองมือประนมมองเขาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งและอบอุ่น
เมื่อเห็นฟางเจิ้ง ความดื้อรั้นในใจพั่งจื่อพลันหายไปมากกว่าครึ่ง รู้สึกว่าใช้หินไม่เหมาะจึงรีบโยนทิ้งไป
ฟางเจิ้งพยักหน้าอย่างพอใจ ทะเลาะวิวาทข้างนอก ด่าทอร้ายกาจแบบนั้น เขาไม่ใช่คนหูหนวกย่อมได้ยิน หนูนั่นก็ตกใจจนหนีไปแล้ว ฟางเจิ้งออกมาดูสถานการณ์ เขานอนหมอบอยู่บนสันกำแพง โผล่มาแค่หัวโล้น คอยดูอย่างเพลิดเพลิน…
แต่ว่าตอนที่พั่งจื่อหยิบหินเขา