อู๋ฉางสี่โกรธยกใหญ่ โยนความอดทนที่มีอยู่น้อยนิดทิ้งไปทั้งหมด แล้วชี้หน้าโอวหยางหวาไจ “โหวหยางหวาไจ! คุณอย่ารังแกคนอื่นให้มันมากนักนะ! ผมรู้นะว่าคุณเป็นนักเขียนพู่กันจีน แต่คุณไม่ได้เห็นกับตาไม่มีสิทธิ์พูดจาเหลวไหลตามอำเภอใจ! ถ้าเก่งนักก็ขึ้นเขาไปขอหลักฐานกับผม ถ้าไร้น้ำยาก็ไสหัวไปให้พ้นซะ!”
“ไอ้เวร!” โอวหยางหวาไจโกรธเหมือนกัน หลายปีมาแล้วที่ไม่มีใครกล้าพูดและถลึงตามองเขาแบบนี้
เจียงซงอวิ๋นหัวหน้าสมาคมศิลปะพู่กันจีนข้างๆ รีบตรงเข้ามา “ทั้งสองท่านๆ อย่าทะเลาะกัน เดี๋ยวผมจะจัดการให้อย่างเป็นธรรมตกลงไหม?”
อู๋ฉางสี่เห็นเจียงซงอวิ๋นออกปาก เพลิงโทสะถึงลดลง “หวังว่าหัวหน้าสมาคมจะตัดสินด้วยครับ”
โอวหยางหวาไจเอ่ย “หัวหน้าสมาคมเจียง ยังต้องดูอักษรนี่อีกเหรอ? ดูภาพที่หลวงจีนนั่นอยู่บนหิมะก็รู้แล้วว่าเป็นการสร้างกระแส!”
อู๋ฉางสี่พลันถลึงตามองโอวหยางหวาไจ โอวหยางหวาไจก็ไม่อ่อนข้อ เห็นดังนั้นก็จะลุกขึ้นเหมือนกัน
เจียงซงอวิ๋นกล่าว “เอาล่ะ สองท่านอย่าทะเลาะกัน ผมดูทั้งภาพกับอักษรแล้ว”
โอวหยางหวาไจกับอู๋ฉางสี่มองเจียงซงอวิ๋น รอฟังคำตัดสิน
เจียงซงอวิ๋นตบบ่าอู๋ฉางสี่ “เสี่ยวอู๋ ฉันรู้นะว่าคนหนุ่มสาวใจร้อนกันบ้าง แต่ถ้าใจร้อนมักทำการไม่สำเร็จหรอก ศิลปะพู่กันจีนน่ะไม่ได้จะสร้างเสร็จในสองสามวัน ภาพนี้มองจากมุมศิลปะก็ไม่เลวเลยจริงๆ…”
“หัวหน้าสมาคมอย่าพูดเลยครับ สรุปมาเลยดีกว่าว่าไม่เชื่อใช่ไหม?” อู๋ฉางสี่