“พูดตามจริงนะ ผมเสียใจจริงๆ เป็นทหารรับจ้างมาหลายปี หาเงินได้ไม่น้อย แต่ท่านไม่รู้หรอกว่าทหารรับจ้างเป็นอาชีพที่ไม่รู้ว่าจะมีวันพรุ่งนี้ไหม ไม่มีใครรู้ว่าจะตายพรุ่งนี้หรือเปล่า พวกเราเลยไม่เก็บเงิน มีเงินก็ใช้ กินดื่มเที่ยวผู้หญิงกินแต่เนื้อ นอกจากดูดกัญชาแล้ว เราแทบจะลองอาหารเลิศรสมาแล้วทั้งหมด ตอนนั้นก็คิดว่าชีวิตดีจริงๆ ตอนนี้มาคิดดู ผมอยากตบปากตัวเองตอนนั้นจริงๆ!
อาหารเลิศรสอะไรนั่นเทียบไม่ได้กับเส้นผมลูกสาวผมเส้นหนึ่งด้วยซ้ำ…” พูดถึงตรงนี้หานเซี่ยวกั๋วก็คลำกระเป๋าอย่างเคยชิน แต่ร่างเปลือยอยู่ จะหากระเป๋าจากไหน? เขากำลังหาบุหรี่ต่างหาก
เขาไม่พกบุหรี่มานานแล้ว ฟางเจิ้งก็ไม่สูบบุหรี่ แน่นอนว่าไม่มี
ดังนั้นหานเซี่ยวกั๋วเลยได้แต่ถอนหายใจ พูดต่อ “ไม่มีเงิน เห็นอาการลูกสาวหนักขึ้นทุกวัน หัวใจผมเหมือนมีคนกำลังเอามีดฟัน! แต่ลูกสาวผมเห็นผมหน้ามุ่ยยังจับมือผมและร้องเพลงให้ฟัง ปลอบใจผม…ท่านรู้ไหม เสียงเธอเพราะมาก แต่มันกลับกำลังทุบตีหัวใจผมในใจ เจ็บมากเลยล่ะ”
“ไม่มีทางเลือกจริงๆ ผมถึงวางแผนปล้นรถขนเงิน ไม่มีเวลาดูลาดเลาเลยอาจต้องฆ่าคน! ผมรู้ว่าจะหนีจากการสะกดลอยยังไง เลยพกปืนกับมืดที่เก็บไว้ดูสมัยเป็นทหารรับจ้างมาด้วย อาศัยจังหวะที่พวกเขาลงรถขนย้ายเงินทำการปล้น
ผมไม่อยากฆ่าคน แต่คนคุ้มกันนั่นไม่ยอม มือหัก แถมยังกอดกระเป๋าเงินไม่ยอมปล่อย ไม่มีทางเลือก ผมถูกจับไม่ได้ ผมต้องหนี จำเป็นต้องฆ่า