อู๋ไห่กับผังเหว่ยเถียงกันแบบนี้ไป สงสัยว่าตนจะตาลายเหมือนกัน ถึงจะสงสัยในใจแต่ก็ไม่อยากกลับไปแล้ว สองคนจึงจากไปแบบนี้…
แต่หานเซี่ยวกั๋ว ตอนนี้หนาวจนจะแข็งตายอยู่แล้ว ริมฝีปากม่วง หน้าขาวซีด แม้แววตาจะสิ้นหวัง แต่เขาก็ยังไม่ยอม ยังกัดฟันแน่น…ตาพร่ามัวเล็กน้อย ในความเลือนรางเขาเหมือนเห็นเงาคนหลายคน ในนั้นเป็นคนคุ้มกันรถขนเงิน คุ้นตามาก…
ตอนนั้นหานเซี่ยวกั๋วพลันเข้าใจแล้ว เขาลุกขึ้นจากพื้นร้องเรียก “ไต้ซือ ผมสำนึกผิดแล้ว! ผมไม่ควรฆ่าคน ไม่ควรฆ่าคนคุ้มกันรถขนเงิน!” หานเซี่ยวกั๋วพูดจบฟางเจิ้งกลับไม่โต้ตอบ จึงนึกสงสัยในใจ หรือว่าจะผิด…
ทว่าตอนนี้เองฟางเจิ้งกำลังกระทุ้งเตาไฟในห้อง…
ฟู่!…ฟู่!…
“บ้าเอ๊ย ฟืนชื้นไปหน่อย ติดยากเชียว” ฟางเจิ้งกระดกก้นขึ้นเป่าเตาไฟ ควันดำลอยโชย ถ้าไม่ใช่เพราะมีจีวรขาวจันทร์ปกป้อง หลวงจีนขาวคงเป็นคล้ำไปแล้ว
ฟางเจิ้งเสียเวลาอยู่นานก็ติดไฟสำเร็จ ก่อนยื่นเท้าออกมาอังไฟ รู้สึกสบายขึ้นมาก
“เฮ้อ ไม่มีรองเท้านี่ไม่สบายตัวเลย…ยังจนอยู่ ร่มที่มีอยู่คันเดียวก็พังอีก ไม่อย่างนั้นคงใช้บังฝนได้บ้าง รองเท้าจะได้ไม่ต้องเปียกเร็วขนาดนั้นด้วย” ฟางเจิ้งบ่น
เวลานี้เองหมาป่าเดียวดายวิ่งส่ายหางเข้ามาเห่าหลายที
“อะไรนะ? นายว่าเขาสำนึกเสียใจที่ฆ่าคน? เด็กดี ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว! ไปให้อภัยเขากัน!” ฟางเจิ้งรีบยืนขึ้นเดินไปข้างนอก รอนานแล้วก็กลัวว่าหานเซี่ยวกั๋วจะหนาวตาย เขาคงบาปหนัก เลยใ