ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็ถอดรองเท้าออก เท้าเหยียบน้ำฝนจริงๆ แต่ไม่สกปรก! ถึงขั้นแห้งและสบาย! แม้จะเย็นอยู่บ้างก็ไม่ลำบาก
เขาเดินออกไปราวกับดาวตก หมาป่าเดียวดายตามติดข้างหลัง สายฝนตกลงบนตัวมัน เจ้านี่พลันกลายเป็นหมาตกน้ำ ท่าทางน่าเกรงขามเปลี่ยนเป็นน่าอนาถเล็กน้อย
เดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ ฟางเจิ้งเปิดประตูเหล็ก แต่ไม่พบใคร “หืม? ไหนคนล่ะ?”
“โฮ่งๆ…”
“ไต้…ไต้ซือ ก้มหน้าลง อยู่นี่…” ช่วงที่หานเซี่ยวกั๋วเห็นฟางเจิ้งก็เหมือนกับเห็นพระพุทธองค์ตรงขอบนรก เห็นความหวัง! แววตาที่มองฟางเจิ้งเปลี่ยนไป แฝงไว้ด้วยประกายพิเศษหลายส่วน
ฟางเจิ้งก้มหน้ามอง เจ้านี่นั่งอยู่หน้าประตู นั่นคือหานเซี่ยวกั๋ว
“โยม ไหนว่าเป็นตายยังไงจะไม่อยู่ในวัดไง?” ฟางเจิ้งถาม
หานเซี่ยวกั๋วหน้าแดง ตอบเก้ๆ กังๆ “ไต้ซือ ข้างนอกหนาวมาก ผมหิวมากแล้วด้วย ทนไม่ไหวแล้ว ขอร้องล่ะเมตตาให้ผมเข้าไปหลบฝนด้วย ให้กินอะไรหน่อย ผมจะตายแล้ว”
ปัง!
ประตูใหญ่ปิดลง!
หานเซี่ยวกั๋วเหม่อลอย เดิมทีคิดว่าหลวงจีนจะเป็นคนมีเมตตา อุฒส่าห์แสร้งทำเป็นน่าสงสาร ทำตัวให้ดูลำบาก อย่างน้อยก็ได้กินข้าวบ้างล่ะ? ทว่าได้กินซุปปิดประตูแทน
“ไต้ซือ อย่า…ไต้ซือ อย่าปิดประตู! ก่อนหน้านี้ผมผิดไปแล้ว ผมสำนึกผิดแล้ว! ท่านให้ข้าวผมกินหน่อยเถอะ” หานเซี่ยวกั๋วร้องโอดครวญ
ฟางเจิ้งถาม “สำนักผิดแล้ว? ผิดตรงไหน?”
“ผมไม่ควรเล็งปืนใส่ไต้ซือ ไม่ควรหยาบคายต่อไต้ซือ ไม่ควรยิงปืนใส่ไต้ซือ